วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553
อหังการ์สู้ชีวิต

“สุพจน์ ช่อแก้ว” หนุ่มพิการแขน-ขา อหังการ์สู้ชีวิต เนรมิตงานศิลป์ด้วยหัวใจ หารายได้เลี้ยงชีพด้วยตัวเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนเป็น “อนิจจัง” สิ่งต่างๆ รอบตัวเราย่อมมีสองด้านเสมอ และไม่มีสิ่งใดยั่งยืนแน่นอน มีทุกข์ต้องมีสุข มีสีขาวย่อมมีสีดำ มีทางเลี้ยวซ้ายข้างหน้าต่อไปย่อมมีทางเลี้ยวขวา แม้แต่ชีวิตมนุษย์ก็มักพบเจอกับโชคชะตาที่ชอบเล่นตลกอยู่เป็นประจำ บางคนเกิดมาหน้าตาดี มีชาติตระกูล ร่างกายปกติ อยู่บนกองเงินกองทอง ใช้ชีวิตหรูหรามีทรัพย์สมบัตินั่งกินนอนกินสุขสบายไปทั้งชาติแต่หากมองไปอีกฟากหนึ่งของเส้นทางชีวิตก็จะพบคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบชะตากรรมทุกข์ยาก ชีวิตต้องเผชิญแต่ความยากลำบาก บางคนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมีฐานะยากจนไม่พอ ซ้ำร้ายยังมีร่างกายไม่เป็นเหมือนคนปกติทั่วไปไม่ว่าจะได้รับอุบัติเหตุหรือเป็นมาแต่กำเนิดก็ตามสุดแล้วแต่วิบากกรรมที่แต่ละคนได้กระทำมาแต่อดีตชาติ
เป็นธรรมชาติที่คนคนหนึ่งมีชีวิตดำรงอยู่ภายในร่างกายไม่ปกติสมบูรณ์เฉกเช่นคนทั่วไป เขาเหล่านั้นย่อมมีความรู้สึกคล้ายกับปมที่ติดค้างในใจ ทุกห้วงคำนึงมีแต่ความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง ให้น้อยใจต่อโชคชะตาตนถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความจริงนี้ยังไม่ใช่กับทุกคนเสมอไป
“พจน์” คุณสุพจน์ ช่อแก้ว หนุ่มพิการวัย 37 ปี ที่ถึงแม้จะสูญเสียแขนและขาทั้ง 2 ข้าง ไปจากอุบัติเหตุสมัยวัยรุ่น แต่ชายผู้นี้ไม่เคยคิดยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่โหดร้ายเลยสักครั้ง ในทางกลับกัน “ความไม่สมบูรณ์” คือเแรงผลักดันให้ชีวิตของเขา เดินหน้าสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็งด้วยแรงใจที่เกินร้อย และการมองโลกในแง่ดี เพื่อเป็นกำลังใจให้กับตนเอง
คุณสุพจน์ เปิดใจถึงชีวิตสมัยวัยรุ่นว่า โดยพื้นเพเป็นคน จ.อ่างทอง พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่ตนเองยังเด็ก ได้ตา ยาย ชุบเลี้ยงดูมาจนโตเป็นหนุ่ม ในตอนนั้นอายุได้ 15 ปี ก็เดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ รับเหมาตกแต่งอาคารบ้านเรือนให้บริษัทแห่งหนึ่ง จนกระทั่งวันหนึ่งได้ออกไปรับงานตกแต่งบ้านตามปกติ ได้มีบริษัททำสายไฟและเดินช่องแอร์ ซึ่งรับทำงานอยู่ที่เดียวกัน ด้วยความที่ตนเองเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี ไม่ได้คิดอะไร จึงเข้าไปช่วยยกท่ออะลูมิเนียมที่ใช้ต่อเดินช่องแอร์กับช่างคนอื่นๆ ทันใดนั้นก็เกิดไฟฟ้ารั่วจากท่ออะลูมิเนียมทำให้ตนเองถูกไฟฟ้าช็อตไปทั่วร่างจนหมดสติสลบไป เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้ว
“ครั้งแรกที่รู้สึกตัวก็รู้ว่าตนเองถูกไฟช็อตเพราะแขน ขามีแผลพุพองเต็มไปหมด ตอนนั้นทางโรงพยาบาลบอกกับเราว่าต้องส่งตัวไปเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬา ซึ่งเราก็ยินยอมเข้ารับการรักษาตามนั้น เมื่อเข้ามาพักฟื้นที่โรงพยาบาลจุฬา ทางแพทย์ที่รับผิดชอบดูแลก็แจ้งให้เราทราบว่าต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากเป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันการติดเชื้อจากแผลที่ถูกไฟช็อต หลังจากที่หมอบอกกับเราก็คิดไว้แล้วว่า ต้องผ่าตัด เพราะจากสภาพร่างกายที่เต็มไปด้วยแผลในตอนนั้นถือว่าหนักมาก วันรุ่งขึ้นทางคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาจึงนำเราเข้าห้องผ่าตัด จนกระทั่งหมดสติไปประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นพอรู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงในสภาพร่างที่ไร้แขนและขาแล้ว ช่วงแรกที่เห็นสภาพตัวเองก็ยอมรับว่ามีเสียใจ น้อยใจบ้าง แต่ก็ใช้เวลาทำใจไม่นาน โดยบอกกับตัวเองเสมอว่า อย่าไปเครียด ท้อแท้หรือคิดสั้น ถือว่าเป็นบทเรียนชีวิต และต้องยอมรับความจริงเพื่อดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้”
คุณสุพจน์เล่าชีวิตให้ฟังต่อว่า “หลังจากสูญเสียแขนและขาทั้งสองข้างไปก็ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และต้องเข้ารับการผ่าตัดกระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่จากการเจริญเติบโตของร่างกายจนถึงอายุ 19 ปี ในตอนนั้นไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตดี จะเดินทางกลับบ้านก็ทราบข่าวว่าตาเสียชีวิตแล้ว ส่วนยายก็มีญาติรับไปดูแล จึงตัดสินใจไปเรียนซ่อมคอมพิวเตอร์อยู่ประมาณ 3-4 ปี หลังจากนั้นจึงออกมาเป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์หาเลี้ยงชีพตามแต่จะมีคนจ้าง ช่วงที่รับซ่อมคอมฯ ก็หาเช่าห้องพักราคาถูกอาศัยอยู่คนเดียวตามอัตภาพ และซ่อมคอมฯ เรื่อยมากระทั่งปี 47 รายได้จากการซ่อมคอมฯ ไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากพิษเศรษฐกิจจึงคิดเลิกทำอาชีพนี้แต่ก็ไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไรเพราะเรามีร่างกายไม่เหมือนคนปกติทั่วไป ช่วงนั้นจึงกลายเป็นคนตกงาน ใช้ชีวิตเดินทางท่องเที่ยวไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยการปั่นรถวีลแชร์ตระเวนไปร่วมงานบุญกุศล งานเทิดพระเกียรติในหลวงที่จัดขึ้นทุกหนทุกแห่ง บางครั้งก็เดินทางไปโดยรถไฟเนื่องจากราคาตั๋วไม่แพง มีขึ้นฟรีบ้าง ก็เที่ยวหาประสบการณ์ไปเรื่อย ได้รู้จักกับคนหลายกลุ่มโดยเฉพาะคนที่เป็นศิลปินวาดภาพขายตามงานเทศกาลต่างๆ โดยส่วนตัวเป็นคนชอบศิลปะอยู่แล้วจึงคิดที่อยากจะวาดภาพขายบ้าง หลังจากใช้เวลาท่องเที่ยวหาประสบการณ์เกือบปี จึงเข้าสมัครเรียนวาดภาพที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เมื่อปี 48 ซึ่งเปิดสอนฟรีสำหรับผู้ที่สนใจ หลักสูตรที่เรียนเป็นของคนปกติทั่วไป แต่คนพิการก็สามารถเรียนร่วมด้วยกันได้ มีสอนการดรอว์อิ้ง การลงสี สเก็ตภาพ ช่วงนั้นใช้ปากคาบเหลาดินสอเอง ประคับประคองพยุงร่างกายเดินขึ้นลงเรียนเองตลอด และพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักที่ทางศูนย์ศิลปาชีพฯ จัดให้ ก็หมั่นฝึกฝนการวาดภาพอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาประมาณ 2 ปี จึงตัดสินใจออกมาประกอบอาชีพศิลปินพเนจรวาดภาพหาเงินเลี้ยงชีพโดยที่มีเงินติดตัวไม่ถึง 1,000 บาท พอออกมาก็เร่วาดภาพเอาเข้าประมูลตามงานกุศลต่างๆ เอาภาพแขวนคอ เอาเสื่อมัดผูกกับตัวพเนจรขายภาพไปทุกสถานที่ ทั้งขึ้นเหนือ ลงใต้ เดินทางไป 10 วันบ้าง หรือนานเป็นเดือนเลยก็มี ค่ำไหนก็นอนนั่น หาที่พักราคาถูกเช่านอนเพียงลำพังมาจนทุกวันนี้”
คุณสุพจน์เริ่มต้นจากการวาดภาพสีน้ำมันขาย หลังจากนั้นไม่นานจึงเปลี่ยนมาใช้สีอะครีลิคแทนเนื่องจากสีน้ำมันมีราคาค่อนข้างสูงโดยเอกลักษณ์ของคุณสุพจน์จะเขียนภาพลงบนผ้ากำมะหยี่สีดำ เพราะจะทำให้ภาพวาดดูเด่น สวยงาม เสมือนมีชีวิต ส่วนเรื่องแบบภาพที่ใช้วาด ก็นำมาจากประสบการณ์จริง จากการได้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ผสมผสานความรู้สึกและจินตนาการใส่เข้าไปทำให้เกิดศิลปะบนผืนผ้าที่ประณีต สวยงามวิจิตรศิลป์ ได้แก่ ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพช้าง เสือ มังกร หรือสัตว์ในเทพนิยาย ภาพวิถีชีวิตที่สื่อถึงความเป็นไทย สำหรับเรื่องราคาภาพเขียน คุณสุพจน์บอกว่า ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แล้วแต่ชิ้นงาน ขนาดผ้า การใช้สี รวมไปถึงการเช่าสถานที่ขาย ส่วนใหญ่ราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 200 บาท ไปจนถึง หลักพันหลักหมื่นบาทก็มี แต่คุณสุพจน์จะไม่รับทำออเดอร์ตามสั่งจากลูกค้า เนื่องจากมองว่า การรับจ้างวาดภาพตามคำสั่งของคนอื่นก็ไม่แตกต่างจากการเป็นลูกจ้างประจำที่กินเงินเดือนนายจ้างนั่นเอง
ทุกวันนี้คุณสุพจน์สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง พร้อมก้าวเดินไปตามจังหวะชีวิตแม้ไม่มีขาอย่างภาคภูมิใจที่ได้ใช้ฝีมือด้านศิลปินพเนจรสรรค์สร้างลายเส้นให้เกิดเป็นเรื่องราวที่มีคุณค่าขึ้นมาได้โดยไม่อายใคร ผลงานของคุณสุพจน์เป็นที่รู้จักของผู้ที่ชอบงานศิลปะมากขึ้น และสิ่งที่ทำให้คุณสุพจน์มีชีวิตที่ดี มีความสุขในวันนี้ได้ เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจไปให้ถึงสิ่งที่อยากฝัน อยากเป็น หากฝันสิ่งใดไว้ก็ให้จงมานะพยายามทำความฝันนั้นให้เป็นจริงให้ได้ ถึงแม้จะมีคนรอบข้างมองว่าเราบ้า เพ้อเจ้อ แต่คนเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์มาลิขิตเส้นทางชีวิตว่าเราควรจะเป็นอะไร ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจตัวเอง ขอแค่อย่าหมดหวังและสิ้นศรัทธาเท่านั้นเอง .
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)