วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โครงการ เดินทางกราบสักการะศาลหลักเมือง 73 จังหวัด เพื่อขอพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การเดินทางรอบประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระครองราชครบ 60 ปี และพระชนมายุครบ 80 ชันษา โดยจะปั่นรถเข็นไปตามจังหวัดต่างๆ ให้ครบ 73 จังหวัด และเพื่อเป็นการอวยพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ให้มีสุขภาพแข็งแรง และให้ประเทศไทยพ้นจากปัญหาต่างๆ รวมทั้งเพื่อเป็นกำลังใจ ให้พี่น้องชาวใต้ทั้ง 3 จังหวัด พ้นจากความทุกข์ มีแต่ความสุข และการเดินทางครั้งนี้จะเป็นการทดสอบความพร้อมของร่างกายและจิตใจ รวมทั้งเพื่อที่จะได้เป็นกำลังใจและเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ที่หมดกำลังใจท้อแท้ต่อชีวิต ทั้งคนปกติและคนพิการได้มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งจะได้รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงชีวิตของคนพิการในด้านต่างๆ และเป็นการรณรงค์ให้รัฐบาลได้หันมามองและดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของคนพิการให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพแวดล้อม การศึกษา การทำงาน การรักษาพยาบาล สำหรับวัตถุประสงค์การเดินทางมีดังนี้ คือ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวาระครองราชครบ 60 ปี และมีพระชนมายุครบ 80 ชันษา 2. เพื่อขอพรให้กับสมเด็จพระพี่นางกรมหลวง 3. เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีความรักต่อในหลวงและเห็นถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทำเพื่อประเทศชาติ 4. เพื่อขอพรให้กับประเทศไทยที่กำลังมีปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้พ้นภัย รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ 5. เพื่อสร้างความฝันของตนเองให้สำเร็จ ตามความฝัน ความมุ่งมั่น ที่มี เพื่อที่จะทำให้ผู้คนได้ทราบว่าไม่มีสิ่งใดยากลำบากไปกว่าความพยายามของมนุษย์ถ้าไม่ท้อถอยและมีความอดทน แม้แต่พิการก็สามารถทำได้ 6. เพื่อที่จะรณรงค์ให้คนพิการที่ยังไม่กล้าออกมาสู่โลกภายนอก กล้าที่จะเผชิญกับความจริงที่ว่าต้องออกมาใช้ชีวิตร่วมกันกับสังคม เช่นคนปกติทั่วไป 7. เพื่อจะเป็นกำลังใจให้คนพิการและบุคคลทั่วไปที่ท้อแท้หมดกำลังใจ มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป 8. เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความเข้าใจระหว่างคนพิการไทยในประเทศ 9. เพื่อที่รณรงค์ให้สังคมและคนทั่วไปจะได้เปลี่ยนความคิด ความเข้าใจและทัศนคติที่ผิด ๆ ต่อคนพิการ 10. เพื่อที่จะรณรงค์ให้รัฐบาลจะได้มองเห็นคุณค่าของคนพิการ และจัดสิ่งอำนวยความสะดวก และสวัสดิการ อย่างเพียงพอ กับการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างทัดเทียมบุคคลอื่น ระยะเวลาโครงการ เริ่มวันที่ 31 มกราคม 2551 วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 โดยเป็นการปั่นรถเข็นไป 4 ภาค 73 จังหวัด ระยะทาง 7820 เป็นเวลา 3 เดือน หรือ 100 วัน ซึ่งเป็นระยะทางและเวลาโดยประมาณ หมายเหตุ งด 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เนื่องจากมีความไม่ปลอดภัย โครงการ เดินทางกราบสักการะศาลหลักเมือง 73 จังหวัด เพื่อขอพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การเดินทางไกลนี้เป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต โดยการเดินทางครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2549 หลังจากที่ทางศูนย์ศิลปะชีพปิดเทอมสิบวัน จึงมีความคิดที่จะปั่นรถเข็นไปกราบไหว้พระแก้วมรกตขอพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถือว่าเป็นครั้งแรกที่จะได้กราบไหว้พระแก้วมรกตด้วย แต่ครั้งนั้นถือว่าเป็นการปั่นไกลที่สุดในชีวิต ก่อนเดินทางจึงตั้งใจจะไปกราบไหว้หลวงปู่ทิมวัดพระขาว อำเภอบางบาล จ.อยุธยา จึงได้เดินทางไปที่วัด แต่หลวงปู่ไม่อยู่ ไปกิจนิมนย์ข้างนอก จึงรอหลวงปู่กลับ และได้กราบหลวงปู่ตอนเวลา 1 ทุ่ม หลังจากกราบหลวงปู่แล้ว จึงได้ปั่นรถเข็นออกมาจากวัด และมานอนพักข้างอู่ซ่อมรถในอยุธยา ตอนเช้าจึงได้เริ่มปั่นอีกครั้ง จนมาถึงกรุงเทพฯ ตอนตี 5 และได้เข้าไปกราบพระแก้วมรกตเพื่อขอพรตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งการเดินทางครั้งนั้นลำบากและแดดร้อนมาก รถก็เยอะแต่ก็ผ่านไปด้วยดี เรื่องราวของโครงการเดินทางไปกราบสักการะศาลหลักเมืองจังหวัดต่างๆ เพื่อขอพรให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เกิดขึ้นจากการที่ในหลวงทรงพระประชวรอีกครั้งเป็นเวลานาน และช่วงที่ได้ไปนอนเฝ้าในหลวงที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นระยะเวลา 20 กว่าวัน ก้อมีความรู้สึกว่าไม่อยากให้พระองค์ประชวรอีก จึงมีความคิดที่อยากจะเดินทางไปกราบขอพรกับเจ้าพ่อศาลหลักเมืองของจังหวัดทั่วประเทศเพื่อให้ปกปักรักษาคุ้มครองพระองค์ให้มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข อย่าได้เจ็บป่วยอีก จึงได้เตรียมการวางแผนในเรื่องการเดินทาง โดยครั้งแรกคิดว่าจะไปคนเดียวโดยการปั่นรถเข็นไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็หาวัดนอน เช้าก็เดินทางต่อ แต่คิดว่าจะไปทำบุญใหญ่ในชีวิต จึงได้บอกและชวนเพื่อนๆไปด้วย แต่ว่าไม่มีใครคิดจะไปด้วยสักคน สำหรับทุนในการเดินทางครั้งนี้ได้ใช้เงินส่วนตัวที่ขายรูปได้ตามที่ต่างๆ เก็บไว้ได้ประมาณ 3 หมื่นบาท (แต่ใช้ซื้อของใช้ อุปกรณ์ต่างๆ จึงเหลือเกือบ 2 หมื่น) ซึ่งมีเพื่อนๆ แนะนำให้ไปขอทุนตามบริษัทต่างๆ หรือไปออกรายการทีวีเพื่อขอทุน แต่มีความคิดว่าไม่อยากได้ตรงนั้น อยากจะพยายามด้วยเงินตนเองมากกว่ารบกวนคนอื่น การเตรียมการก็มีในเรื่องของการวางแผนการเดินทาง หาแผนที่มาวางแผนเส้นทางที่จะไป โดยจะเริ่มจากกรุงเทพ ไปภาคเหนือ ลงมาภาคอิสาน ภาคตะวันออก ภาคใต้ แต่จะไม่ไป 3 จังหวัดชายแดนใต้เพราะไม่ปลอดภัย แต่ใจจริงอยากจะไปให้ครบทุกจังหวัด แต่คิดว่าถ้าไปแล้วมีปัญหาเกิดขึ้น อาจจะต้องมีทหารตำรวจมาช่วยดูแล จะเป็นภาระที่ไม่ควร เพราะทหารตำรวจมีคนที่ต้องไปดูแลเยอะแล้ว จึงคิดว่าไม่ควรที่จะไปดีกว่า และการเตรียมอุปกรณ์ของใช้ต่างๆที่จำเป็น การเตรียมรถเข็นที่ใช้ ได้ออกแบบให้เข็นได้ง่ายสะดวกขึ้น โดยได้ไปขอรถจักรยานเด็กเก่าๆที่เขาทิ้งมา และขอให้ทางแผนกช่างเชื่อมช่วยทำให้ การเดินทางครั้งนี้ตั้งใจจะเริ่มเดินทางปลายเดือนมกราคม 2551 หลังจากที่ทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับในหลวงเสร็จ ก่อนออกเดินทาง 1 อาทิตย์ได้มีน้องที่เรียนแผนกเดียวกัน ชื่อโต้ง เป็นคนปกติ อยู่จังหวัดยโสธร บ้านเดียวกับหม่ำ ได้บอกว่าจะเดินทางไปด้วย และได้ขอกับพ่อแม่แล้ว ซึ่งทางพ่อแม่ได้บอกว่าถ้าทำเพื่อในหลวงก็อนุญาตและทำให้เต็มที่ (แต่ผมไม่ได้บอกญาติพี่น้องเลย นอกจากเพื่อนๆที่แผนก เพราะไม่อยากฟังคำห้ามหรือคำไม่เห็นด้วย )โดยจะปั่นจักรยานไปด้วยแต่ว่ายังไม่มีรถ จึงได้นำเงินที่มีซื้อจักรยานออกไปให้ก่อน โดยไปหาซื้อจักรยานมือสองแถวเซียงกงหลักสี่ โดยให้เพื่อนที่ดูรถจักรยานเป็นไปช่วยเลือกให้ ได้รถเสือภูเขาราคา 6500 และได้เปลี่ยนยางใหม่รวมทั้งซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง หลังจากเตรียมพร้อมทุกอย่างจึงตั้งใจจะไปนอนค้างที่สนามหลวง และเช้าจึงจะได้ออกเดินทาง วันที่ 30 มกราคม 2551 มีเพื่อนในแผนกร่วมเดินทางมาส่งที่สนามหลวงด้วย 5-6 คน ถึงสนามหลวงประมาณเที่ยงๆ จึงได้แวะโรงทานที่จัดไว้ให้สำหรับคนที่มากราบพระศพสมเด็จพระพี่นางฯ จึงแวะกินราดหน้ามังสาวิรัต จากนั้นได้เข้าไปกราบพระศพสมเด็จพระพี่นางฯ แล้วต่อไปยังวัดพระแก้วเพื่อขอพรให้การเดินทางประสบความสมเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง แล้วจึงออกมานั่งเล่นที่สนามหลวงเพื่อหาที่พักค้างคืนที่สนามหลวง เพื่อตอนเช้าจะได้เริ่มต้นไหว้ศาลหลักเมืองของกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสนามหลวงเป็นแห่งแรก แต่กว่าจะได้หลับนอนก็เกือบตี 2 เพราะสนามหลวงมีคนพลุกพล่านเยอะ บางคนก็มานอนที่สนามหลวงเหมือนกัน ที่สนามหลวงจะมีที่นอนให้เช่าชุดละ 20 บาท มีเสื่อ 1 ผืน ผ้าห่ม 2 ผืน หมอน 2 ใบ มีผู้คนมาเช่านอนกันมาก บางคนนอนเล่นดูบรรยากาศดึกๆก็กลับ บางคนก็นอนยันเช้า แต่ตอนเช้าประมาณตี 5 ทุกวันจะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจขับรถกระจายเสียงมาปลุกให้ตื่น เพื่อที่จะได้ทำความสะอาดสนามหลวงให้ดูดีสะอาดตาอีกครั้งก่อนคนจะเริ่มมาทำงานหรือมากราบพระศพในวันใหม่ วันที่ 31 มกราคม 2551หลังจากตื่นแล้วได้ตั้งใจจะไปล้างหน้าล้างตาที่ศาลหลักเมือง แต่ว่าเนื่องจากยังเช้าเกินไปจึงยังไม่เปิด เลยต้องไปเข้าห้องน้ำในเขตพระราชวังแทน และพอดีที่ทำธุระเสร็จ ก็จะใกล้เวลาที่สมเด็จพระเทพฯจะเสด็จมาถวายภัตรหารเช้าให้กับพระสงค์ จึงได้อยู่รอรับเสด็จ หลังจากที่รับเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ แล้ว จึงได้ไปศาลหลักเมืองของกรุงเทพฯ เพื่อกราบไหว้ขอพรให้กับในหลวง พระราชินี พระพี่นาง พระบรมวงค์ศานุวงค์ทุกพระองค์ บ้านเมืองประเทศชาติ พ่อแม่พี่น้อง ครูอาจารย์ เพื่อนมิตรสหาย และตนเอง ตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งเป็นศาลหลักเมืองจังหวัดแรกตามโครงการ ก่อนออกเดินทางมีพี่ผู้ชายเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลศาลหลักเมือง ได้นำกล้วยน้ำหว้า 1 หวี ไข่ต้ม 5 ฟอง และเงิน 100 บาท มามอบให้ จากนั้นได้เริ่มปั่นเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อไปจังหวัดนนทบุรีต่อ และได้แวะพักทานข้าวเช้า ร้านข้าวแกงข้างหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สิริกิติ์ มีพี่ผู้ชายที่กินข้าวโต๊ะข้างๆ ได้ถามไถ่พูดคุยกัน และมอบเงินให้ 200 บาท พอกินข้าวเสร็จจึงแวะเข้าห้องน้ำ และดูงานศิลปะต่างๆ จากนั้นจึงเริ่มเดินทางต่อซึ่งเส้นทางออกจากกรุงเทพฯนั้น มีรถมากและติด แผนที่ก็ไม่ระเอียดจึงต้องคอยถามตำรวจหรือผู้คน และดูป้ายไปตลอดทาง โดยมาทางเส้นศาลหลักเมืองมาทางอนุสาวรีประชาธิประไตย ผ่านพระบรมรูปทรงม้า มาทางเขาดิน เส้นกรุงเทพฯนนทบุรี เข้าเตาปูน ถึงแคลาย ขึ้นสะพานกลับรถ จนถึงศาลหลักเมืองจังหวัดนนทบุรีเวลาประมาณ 11.30 น. เมื่อกราบสักการะขอพรศาลหลักเมืองจังหวัดนนทบุรี และถ่ายรูปเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาข้าวเที่ยงพอดี จึงแวะทานข้าวเที่ยงตามร้านข้างทาง หลังจากทานข้าวเที่ยงแล้วจึงแวะหาที่พักผ่อน หลังจากหายเหนื่อยจึงเดินทางไปจังหวัดปทุมธานีต่อ โดยมาทางเส้นปากเกร็ด ปทุมธานี ถึงศาลหลักเมืองตอนเวลาประมาณ 15.00 น. หลังจากกราบขอพรศาลหลักเมืองปทุมเสร็จแล้ว และเห็นว่ายังมีเวลาอีกเยอะกว่าที่จะมืดถ้าปั่นไปพักที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรน่าจะทัน เพราะว่าไม่ไกลมากนัก จึงได้เริ่มออกเดินทางมา ทางสามโคก – บางไทร ซึ่งเส้นทางนี้มีรถบรรทุกคันใหญ่ๆ และขับกันเร็วเยอะมากจึงต้องระวังการปั่นมากขึ้ ก่อนข้ามสะพานถึงศูนย์ศิลปาชีพบางไทร มีพี่ผู้หญิงเป็นแม่ค้านำขนมตะโก้มาให้อีก 4 ถ้วย เดินทางไปถึงศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเวลาประมาณ 17.30 น. จึงไปค้างคืนกับเพื่อนที่ห้องเช่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ตอนเช้าก่อนเดินทางตายายเจ้าของบ้านเช่าได้เลี้ยงอาหารเช้า จากนั้นเข้าแวะที่ตึก 16 เพื่อไหว้อาจารย์ และทักทาย พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ แผนกช่างวาดภาพสีน้ำมัน หลังจากทักทายและถ่ายรูปร่วมกันแล้ว จึงได้เริ่มทางในวันที่ 2 ต่อไป ได้เริ่มเดินทางเวลา 9.30 น. ไปทางเส้นบางไทร – บางประอิน แล้วพักกินข้าวเที่ยงที่อำเภอบางกระสั้น และหลบฝนที่กำลังตกด้วย ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนี้มีพี่ชายใจดีเลี้ยง และมอบเงินให้อีก 200 บาท เพื่อไว้เป็นค่าใช้จ่าย หลังจากฝนหยุดตก ได้เริ่มเดินทางต่อไปทางบางประอิน – อยุธยา การเดินทางจะพยายามไม่เดินทางไปเส้นสายเอเชียเพราะรถเยอะ และอาจจะหาวัดพักได้ยาก จึงต้องพยายามไปตามเส้นสายใน เพราะรถน้อยและวัดมีให้พักเยอะกว่า และบรรยากาศริมน้ำที่เดินทางผ่านก็สวยงาม ได้แวะวัดพนัญเชิงเพื่อกราบไหว้หลวงพ่อโต และก่อนออกเดินทางต่อยางรถจักรยานเกิดรั่วจึงต้องปะก่อน จากนั้นได้เดินทางไปถึงศาลหลักเมืองอยุธยาเวลา 16.00 น. จึงได้กราบสักการะขอพรต่อศาลหลักเมือง เสร็จแล้วได้เดินทางต่อมาเส้น อยุธยา – ป่าโมก เพื่อจะไปจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเส้นทางนี้รถน้อยผ่านทุ่งนาที่เงียบสงบ แต่ว่าใกล้จะมืดก่อน จึงได้หาวัดเพื่อที่จะพัก ปั่นหาเจอวัดแรก แต่ว่าวัดมีงานจึงไม่พักเพราะกลัวไม่ได้นอนเพราะเสียงดัง จึงหาวัดอื่นต่อไปจนเกือบมืดจนได้วัดชื่อวัดจุฬามณี อ.บางบาล จึงได้เข้าไปขออนุญาตกับเจ้าอาวาสท่านได้ให้พักที่ศาลา ซึ่งมีงานศพพอดี พี่ๆเจ้าภาพงานศพก็ใจดี ได้หาข้าว หาน้ำมาให้กินให้ดื่ม มีทั้งแกงส้ม ราดหน้า กินจนอิ่ม หลังจากอาบน้ำ แล้วจึงร่วมฟังพระสวดศพจนจบ จึงได้นอนพักผ่อนที่ศาลาเฝ้าศพเป็นเพื่อนเจ้าภาพ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วจะลาหลวงพ่อได้เริ่มเดินทางต่อแต่เช้า ประมาณ 7.00 น. เพราะจะได้ไม่ร้อน ใช้เส้นทาง ป่าโมก – อ่างทอง และแวะกินข้าวร้านริมทาง นี่เป็นมื้อแรกที่ได้จ่ายเงินค่าข้าว จากนั้นเดินทางต่อจนถึงศาลหลักเมืองจังหวัดอ่างทองเวลา 10.40 น. หลังจากกราบขอพรเสร็จ มีป้ากับลุงซึ่งดูแลศาลหลักเมืองได้ให้เงิน 50 บาท และผลไม้ 1 ถุงใหญ่ไว้กินระหว่างทาง ซึ่งมันช่วยแก้เหนื่อยได้ดีทีเดียว ศาลหลักเมืองอ่างทองถือว่าสวยทีเดียวซึ่งต่างกับศาลหลักเมืองที่ผ่านมาเพราะมีต้นดอกโป๊ยเซียนปลูกไว้เยอะมากและออกดอกสวยๆทุกต้น เพราะมีคนคอยดูแลตลอด จากนั้นได้เริ่มเดินทางต่อเพื่อจะไปลพบุรี เดินทางมาถึงหน้าโรงเรียนโรจนะ อ่างทอง มีพี่ผู้ชายตัวใหญ่ได้ซื้อแหนมย่าง และน้ำให้ 1 ถุง และแม่ค้าขายกล้วยทอดได้ให้กล้วยทอดมาอีก 2 ถุง พอข้ามสะพานอ่างทอง – ท่าเริอ ก่อนเข้าบ้านเจ้าปลุกได้พักศาลาริมทางแวะกินข้าวกลางวัน และได้นอนพัก 1 ชั่วโมง พอตื่นมาจะเดินทางตอ ปรากฏว่ารถจักรยานยางรั่ว เพราะโดนหนามตำ จึงได้ปะยางไปอีก 2 แผล จากนั้นจึงเริ่มเดินทางต่อ ได้ผ่านค่ายเก่าที่สร้างไว้ระลึกถึงสมัยรบกับพม่าด้วย เส้นทางไปลพบุรีนี้เป็นเส้นทางที่ติดกับลำคลองจึงทำให้บรรยากาศสดชื่น ถึงแม้ว่าจะร้อนมากก็ตาม และเส้นทางก็คดโค้งไปมาเยอะมากไม่ค่อยมีเส้นทางตรงสักเท่าไหร่ อีก 4 กิโลเมตรก็จะเข้าตัวจังหวัดลพบุรีแล้ว แต่ว่าใกล้จะมืดอีกแล้ว จึงเริ่มมองหาวัดที่จะพัก ได้พักที่วัดชื่อวัดสำราญ ต.โพธิ์เก้าต้น เจ้าอาวาสได้ให้พักที่ศาลาใหญ่ เพราะอีกศาลาหนึ่งมีงานศพ 2 คืนแล้วที่ได้พักวัดที่มีงานศพ มีหลวงพี่ หลวงตาใจดีได้หาเสื่อ มุ้ง และข้าวเย็นมาให้กิน หลวงตายังให้เงินอีก 100 บาท เพื่อใช้สอยในการเดินทาง วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 ตอนเช้าฝนตกหนักมาก เลยออกจากวัดสาย ประมาณ 9.00 น. ฝนหยุดตก จึงไปกราบลาเจ้าอาวาส ๆ หลวงตา และชาวบ้าน ได้มอบเงินให้เป็นค่าใช้จ่าย 400 บาท หลวงตาได้ให้ข้าวมากินตอนเช้าและกลางวันด้วย อีกทั้งหลวงพี่ที่หามุ้งมาให้ได้มอบมุ้งไว้ใช้กลางนอนด้วย และนมเปรี้ยวกับผลไม้อีก 2 ถุง จากนั้นจึงเดินทางเข้าลพบุรีเพื่อหาศาลหลักเมือง เมื่อสอบถามชาวบ้านแล้วปรากฏว่าจังหวัดลพบุรีไม่มีศาลหลักเมือง แต่มีพี่ผู้หญิงได้โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานเกี่ยวกับโบราณสถานของจังหวัดลพบุรีให้ และได้แจ้งให้ไปกราบวัดพระศรีมหาธาตุแทน ซึ่งเปรียบเสมือนกับศาลหลักเมืองของจังหวัดลพบุรี จึงขอบคุณและเดินทางต่อพี่ผู้หญิงได้ให้พนักงานที่ร้าน นำน้ำและเงินมามอบให้ 200 บาท ก่อนถึงวัดได้แวะกราบศาลพระกาฬ และจะเอาผลไม้ให้ลิงกิน แต่ว่าลิงบางตัวมันดื้อมาก กระชากถุงนมเปรี้ยวที่หลวงพี่ให้มาไปกินกันอย่างหน้าตาเฉย มันกวนได้ใจจริงๆ ลิงพวกนี้ พอถึงวัดพระศรีมหาธาตุ จึงกราบขอพร จากนั้นได้หาร้านขายอะไหล่อุปกรณ์รถจักรยาน เพื่อที่จะซื้อยางอะไหล่ และอุปกรณ์ที่ใช้เพิ่มเติม เช่น ยางในสำรอง ยางนอก ที่สูบยาง และกระจกมองหลัง หรือที่วางขวดน้ำดื่ม จ่ายเงินไปอีกเกือบ 2 พันบาท จากนั้นได้แวะวัดมณีชลเพื่อเปลี่ยนยางหน้าที่ปะบ่อย รถจักรยานที่ซื้อให้น้องนั้นล้อรถมีเส้นยางขนาดเล็กมากจึงรั่วง่าย ระหว่างนั้นฝนได้ตกลงมาอีกจึงต้องรอฝนหยุดตกประมาณบ่ายโมงจึงเดินทางต่อไปสิงห์บุรี ถึงศาลหลักเมืองประมาณ 16.00 น. หลังจากกราบขอพรแล้วจึงเริ่มเดินทางต่อไปชัยนาท ออกจากสิงห์บุรีมาได้สัก ประมาณ 4 กิโลเมตร ก็ใกล้จะ 17.00 น. จึงหาวัดที่จะพัก และได้พักวัดติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อวัดกระดังงา เจ้าอาวาสได้ให้พักได้ แล้วมีเณรนำโชค ได้ชวนขึ้นไปนอนที่ข้างบนกุฏิเดียวกันเพราะสะดวกและห้องน้ำดีกว่า ไม่ต้องทำความสะอาด วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 รุ่งเช้าหลังพระฉันอาหารแล้ว ก็ร่วมเป็นเด็กวัดกินข้าวเช้าอีกหนึ่งมื้อ รวมทั้งเณรได้จัดเผื่อไว้ให้สำหรับกลางวันและตอนเย็นด้วย เริ่มเดินทางออกจากวัดลัดเลาะเรียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงนี้น้ำน้อย บางช่วงเห็นสันดอนกลางน้ำ บางช่วงสามารถเดินข้ามไปอีกฝั่งได้ บรรยากาศสวยมาก มองแล้วนึกถึง แม่น้ำโขงที่มองเห็นฝั่งลาว เดินทางเส้นอินบุรี สรรพยา ชัยนาท บริเวณข้างทางฝั่งเจ้าพระยา จะมีต้นยางนาเยอะมาก แต่มีเฉพาะในวัดเท่านั้นที่จะมีต้นใหญ่ๆ นอกนั้นก็ต้นเล็กๆ และมีนกโพรดกส่งเสียงร้องอย่างไพเราะตลอดเส้นทางที่ผ่าน จังหวัดที่เดินทางผ่านๆมาจะไม่ได้ยินเสียงนกชนิดนี้เลย และถนนเส้นนี้จะพบกับสิ่งแปลกอีกอย่างหนึ่งตลอดสาย นั้นคือส้วม มีส้วมปลูกเป็นเพิ่งไว้ เป็นระยะๆ เนื่องจากปี 2549 น้ำท่วมใหญ่ทำให้ชาวบ้านต้องทำส้วมข้างถนนไว้ใช้เพราะน้ำท่วมไม่ถึง 14.30 น.ได้ข้ามเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา มองดูฝั่งหนึ่งมีน้ำเยอะเต็มเขื่อน แต่อีกฝั่งหนึ่งน้ำน้อยแทบจะไม่มีเลย เพราะเขื่อนไม่ค่อยปล่อยน้ำ ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาแถวอินบุรี จึงไม่ค่อยมีน้ำเหมือนกับจะขาดแคลนน้ำเลย ก่อนเข้าตัวเมืองจังหวัดชัยนาท ยางรถจักรยานรั่วอีกแล้ว เพราะเหยียบเศษหินที่เขาทำทางใหม่ กรวดแหลมเยอะ และยางรถเป็นแบบเส้นขนาดเล็กด้วย วันนี้ถึงศาลหลักเมืองชัยนาท 14.00 น. ช่วงนี้ที่ชัยนาทมีงานมหกรรมหุ่นฟางนก และหุ่นฟางนกนานาชาติพอดี แต่ว่าไม่ได้อยู่เที่ยวงานเพราะวันนี้ฟ้ามืดครึ้มทั้งวัน ดูเหมือนจะมืดเร็วและฝนทำท่าจะตกอีกหลังจากกราบขอพรเรียบร้อยแล้ว จึงรีบออกเดินทาง เพื่อจะเดินทางไปจังหวัดต่อไป และจะได้เตรียมมองหาวัดที่จะพักด้วย (ไม่ค่อยอยากพักในเมืองถ้าไม่จำเป็น เพราะวัดในเมืองจะเป็นวัดใหญ่จะขออนุญาตยาก วัดเล็กๆพระน้อยจะเป็นกันเอง และสามารถพูดคุย สนทนากันได้ รู้สึกอบอุ่นมากกว่ากันเยอะ ) ซึ่งก็ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนักก็ได้พักที่วัดหาดกองสิน พดดีเจอเจ้าอาวาสกำลังเดินเล่นออกกำลังกาย จึงขออนุญาตกับท่าน ท่านก็ให้พักที่ศาลารูปปั้นหลวงพ่อสุนทอน จากนั้นก็ทำธุระอาบน้ำ แล้วกินข้าวที่ได้มาจากวัดกระดังงาที่เหลืออยู่ พออิ่มหนังตาก็หย่อนจึงเข้านอนเพื่อเอาแรงไว้เดินทางในวันต่อไป วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 หลวงตาบอกให้รอกินข้าวเช้าก่อน หลวงตา และหลวงพี่ยังมอบกับข้าวให้ไปกินกลางวันและตอนเย็นด้วย วันนี้จะออกเดินทางสายเกือบ 8.30 น. เดินทางไปตามเส้นทางดักคะนน แล้วมาข้ามโป๊ะขึ้นฝั่งหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า จึงได้แวะเข้าไปกราบรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่ศุข จากนั้นเดินทางไปอุทัยธานี โดยผ่านเส้นทาง อ.วัดสิงห์ อุทัยธานี ถึง จังหวัดอุทัยธานี ตอนเที่ยงกว่าๆ จึงเข้าไปกราบขอพรที่ศาลหลักเมือง แล้วพักกินข้าวเที่ยงและนอนพักผ่อนประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเริ่มออกเดินทางต่อเพื่อที่จะไปจังหวัดนครสวรรค์ ตอนแรกจะไปทาง อ.มโนรม แต่พอดีมีป้าขับรถผ่านมาจอดถาม แล้วบอกเส้นทางให้ใหม่ ให้ไปทาง อ.โกรกพระ เพราะเส้นทางเดิมมันไกลและอ้อม และยังมอบเงินให้อีก 100 บาท เดินทางมาได้สักพักมีป้าอีกคนขับรถผ่านมาและจอดถามไถ่ แล้วมอบเงินให้ 300 บาท บรรยากาศของข้างทางโต้งบอกว่าเหมือนกับอิสาน แถวบ้านเขา กลางนามีต้นข้าว มีโคกมีต้นไม้ขึ้น มีตะโกนา ต้นตาล และวันนี้เริ่มมองเห็นภูเขาหลายลูก ที่ภูเขาสะแกกรังมีวัดอยู่บนเขาด้วย เดินทางใกล้ถึง อ.โกรกพระแต่ยางรถจักรยานรั่วอีก จึงได้ปะ พอเสร็จก็เริ่มเย็นพอดีจึงหาวัดที่จะพัก ได้พักที่วัดโกรกพระเหนือ ได้นอนที่โรงครัว ก่อนเข้าวัดได้เจอพี่ชายคนหนึ่ง ชื่อพงเทพ ได้พูดคุยกัน พี่เขาก็ชอบปั่นจักรยานเสือภูเขาเดินทางไปที่ต่างๆเหมือนกัน พี่เขายังบ่นเสียดายที่ไม่ทราบข่าวการเดินทางครั้งนี้ไม่งั้นอาจจะไปด้วย พี่เขาได้เชิญให้ไปกินข้าวเช้าที่บ้านเขาก่อนออกเดินทาง หลังจากพูดคุยกันได้สักพักก็เข้าวัด อาบน้ำ กินข้าว แล้วนอนพักผ่อน (ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ถ้าไม่มีข้าววัดมา ก็จะเป็นค่าข้าว ค่าน้ำดื่มอันนี้เยอะหน่อยเพราะร้อนมาก ค่าขนม ค่าสปอนเซอร์เพราะเพลีย ค่านมก่อนนอนเพราะอยากได้แรง) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ตื่นเช้าอาบน้ำทำธุระเสร็จ กราบลาเจ้าอาวาสแล้วเริ่มเดินทางต่อประมาณ 7.00 น. ไปแวะบ้านพี่พงเทพ ที่ได้เจอเมื่อวานนี้ พี่พงเทพได้แนะนำเพื่อนชมรมปั่นจักรยานให้รู้จักเป็นนายดาบตำรวจที่อยู่ป้อมข้างบ้าน นายดาบได้มอบพระให้ 4 องค์ หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ จึงได้เดินทางต่อประมาณ 8.30 น. เพื่อที่จะไปนครสวรรค์ซึ่งเหลือระยะทางจากโกรกพระอีกประมาณ 19 กิโลเมตร ก่อนเข้านครสวรรค์ได้มีครอบครัวๆหนึ่งขับรถผ่านมาและได้ทักทาย ซึ่งเขาบอกว่าเห็นตั้งแต่จังหวัดอ่างทอง แล้วมาเจอกันที่นครสวรรค์อีกจึงจอดทักทายและมอบเงินให้ 120 บาท พอถึงนครสวรรค์ต้องไปเขาคีรีวงค์ เนื่องจากว่าศาลหลักเมืองตั้งอยู่ที่นั่น เพราะด้านหลังเป็นภูเขา ด้านหน้าเป็นแม่น้ำและตัวเมือง เพื่อที่จะได้ปกป้องคุ้มครองเมืองได้ทั่วถึง ก่อนถึงเขาคีรีวงค์ได้มีนักข่าวช่อง 3 ได้มาทำข่าวเกี่ยวกับการเดินทางสักการะศาลหลักเมืองและตามไปถ่ายตอนสักการะขอพรที่ศาลหลักเมือง หลังจากที่ขอพรเสร็จแล้ว ได้มีพี่ผู้หญิงที่มาสักการะศาลหลักเมืองได้มอบเงินให้ 500 บาท และพี่นักข่าวได้ให้หน่วยกู้ภัยช่วยขับรถนำเพื่อกันรถพาออกนอกเมืองเพราะรถเยอะและกลัวจะเป็นอันตราย ระหว่างทางได้มีมอเตอร์ไซด์และผู้ชายสองคนขับตามถ่ายรูปมาด้วย ซึ่งตอนแรกงงไม่รู้ว่าเป็นใคร นึกว่านักท่องเที่ยว แต่พอเขามาสอบถามจึงทราบว่าเป็นนักข่าวเคเบิลท้องถิ่น หลังจากได้สอบถามพูดคุยกันแล้ว ได้เลี้ยงข้าวหน้าเป็ด 1 มื้อ จากนั้นจึงได้เดินทางข้ามสะพานแม่น้ำปิงกะว่าจะหาที่พักตอนเที่ยง แต่ว่าไม่ได้พักเพราะยางรถจักรยานแบนอีกแล้ว จึงต้องปะอีก 1 แผล กว่าจะเสร็จก็เกือบบ่าย 2 โมง จึงเริ่มออกเดินทางต่อ ระหว่างนั้นพี่พงเทพได้โทรมาสอบถามถึงการเดินทาง และพี่พงเทพได้แนะนำให้ไปพักที่ อ.ชุมแสง ซึ่งที่นั่นมีชมรมปั่นจักรยานชุมแสง และจะให้พรรคพวกออกมาค่อยรับที่ทางเข้าชุมแสง พี่พงเทพจึงบอกเส้นทางให้ โดยบอกว่าพอถึงเส้นทาง อ.เก้าเลี้ยว เลี้ยวให้กลับมาทางขวา แต่ว่าเดินทางไปได้สักพักเห็นป้ายเลี้ยวเข้า อ.เก้าเลี้ยว จึงไปตามเส้นทางนั้นโดยไม่รู้ว่าผิดเส้นทาง แล้วก็อ้อมออกมาถนนเส้นเดิม แล้วก็ไปไกลมากซึ่งเป็นระยะทางเกือบ 15 กิโลเมตร และหลังจากโทรสอบถามเส้นทางกันใหม่ แล้วจึงสามารถเข้าเส้นทางไป อ.ชุมแสงได้ และพี่ๆชมรมจักรยานชุมแสงได้ปั่นออกมารับก่อนถึงที่พักเกือบ 16 กิโลเมตร และได้แวะทานข้าวที่บ้านสมาชิกชมรมจักรยานคนหนึ่ง แล้วได้ไปที่พัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมจักรยานที่อยู่ในวัด ซึ่งพี่ๆเขาได้ให้สมาชิกออกมาช่วยกันทำความสะอาด เพราะคิดว่าจะมีคนเดินทางมากันมากถึง 22 คน เพราะตอนที่พี่พงเทพโทรติดต่อมาได้ยินว่า สองๆ เลยนึกว่า 22 ที่แท้บอกว่า 2 คน ๆ หลังจากพูดคุยสอบถามถึงการเดินทางและร่วมถ่ายรูปกันแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน จึงได้อาบน้ำ แล้วพี่เขาได้ซื้อข้าวกล่องมาให้ 4 กล่อง จึงแบ่งกินกันคนละ 2 กล่องอิ่มตื้อไปเลยแล้วจึงสวดมนต์แล้วเข้านอน วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 หลังจากตื่นนอน อาบน้ำทำธุระและเก็บข้าวของเสร็จ ก็ไปกินข้าวที่บ้านพี่อดุล หัวหน้าชมรมปั่นจักรยาน อ.ชุมแสง ที่บ้านพี่อดุลเปิดเป็นร้านซ่อมและขายอะไหล่จักรยานด้วย พี่เขาได้มอบอุปกรณ์ทีพักมือให้ 2 ข้าง และได้มีนักการเมืองท้องถิ่นได้มอบเงินให้ 500 บาท เพื่อสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่าย เริ่มออกเดินทางตอน 8.00 น. โดยลุงเกตุ สมาชิกชมรมร่วมปั่นนำทาง ซึ่งลุงเกตุปั่นจักรยานมาจาก อ.บางมูลนาค เพื่อที่จะมารับ ที่ อ.ชุมแสง โดยปั่นไปทาง อ.บางมูลนาคเพื่อเข้าสะพานหิน ก่อนถึง อ.บางมูลนาคได้แวะดื่มน้ำที่บ้านลุงเกตุ และลุงเกตุได้ให้แผนที่มา 1 เล่ม ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่าเล่มที่ใช้อยู่ จากนั้นจึงได้ลาลุงเกตุและเริ่มเดินทางกันต่อเข้าไปทางสะพานหิน ได้แวะกราบสักการะศาลเจ้าพ่อตากสิน ระหว่างทางมีเพื่อนลุงเกตุขับรถมาทักทาย และมอบเงินให้ 100 บาท เลยมาสักหน่อยมีผู้หญิง 2 คนได้ขับมอเตอร์ไซค์มาดักเพื่อเอาขนมมาให้และมอบเงินให้ 40 บาทเป็นค่าน้ำดื่ม จากนั้นจะแวะหาร้านกินข้าวเที่ยงแต่ว่าไม่มีร้านค้าเพราะเป็นถนนกลางทุ่งนา จึงแวะกระท่อมเถียงนาข้างถนน กินขนมและผลไม้ที่มีอยู่ และเอนหลังพักเมื่อย พอหายเหนื่อยจึงเดินทางต่อ มีพนักงาน ธ.กรุงไทยผ่านทางมา จอดแวะทักทาย และมอบเงินให้ 100 บาท เดินทางไปจนใกล้จะเย็นจึงหาวัดที่จะพักค้างคืน ได้พักที่วัดฆะมังซึ่งวัดนี้มีงานศพ และมีลิเกแก้บนหลวงพ่อพิธด้วย ชาวบ้านบอกว่า ที่วัดฆะมังนี้ มีหลวงพ่อสักสิทธิ์ชื่อหลวงพ่อพิธ ๆ เป็นศิษย์หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน จ.พิจิตร เมื่อท่านมรณภาพ พอเผาศพปรากฏว่า ดวงตา 2 ข้างของท่านไม่ไหม้ไฟ จึงได้นำดวงตาบรรจุใส่รูปปั้นเอาไว้ เมื่อมีชาวบ้านมาบนอะไร เวลาแก้บนจะนำลิเกมาเล่นเพราะหลวงพ่อท่านชอบลิเก ตอนหัวค่ำได้มีตามาดูลิเกและมาคุยด้วย ได้มอบเงินให้ 20 บาท กว่าจะได้นอนก็ลิเกเลิกแล้ว 5 ทุ่มกว่า ๆ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 เช้าวันใหม่ หลังจากทำธุระต่างๆ เสร็จแล้วจึงกราบลาหลวงพ่อพิธ และเดินทางออกจากวัดเพื่อไปศาลหลักเมืองพิจิตร ระหว่างทางแวะกินข้าวเช้าร้านข้างทาง แล้วเดินทางต่อ ก่อนเข้าเมืองได้สอบถามลุงที่อยู่ข้างถนน ลุงบอกว่ามีศาลหลักเมืองอยู่ 2 แห่ง ที่อยู่เมืองพิจิตรเก่า และที่ศาลากลางจังหวัดเก่าในตัวเมือง ซึ่งศาลากลางจังหวัดได้ย้ายไปที่แห่งใหม่ จึงได้ตัดสินใจไปศาลหลักเมืองที่เมืองพิจิตรเก่า ซึ่งห่างจากตัวเมืองไปทางเส้นสามง่าม 10 กิโลเมตร ปัจจุบันเมืองพิจิตรเก่าเป็นอุทยานเมืองเก่าพิจิตร เสาหลักเมืองแห่งนี้หลวงปู่โง่นได้เป็นผู้สร้าง และได้ปั้นรูปพระยาศรีโคตรบองไว้ใต้ฐานศาลหลักเมือง ที่อุทยานแห่งนี้เป็นป่ามีต้นไม้ใหญ่ และนกเยอะมาก มีโรงเรียนหลายที่มักนำลูกเสือ เนตรนารีมาเข้าค่ายกัน หลังจากสักการะขอพรเรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางย้อนกลับออกมาอีก 10 กิโลเมตร เพื่อจะไปกำแพงเพชรต่อ จากนั้นจึงแวะกินข้าวร้านริมทาง แล้วหาที่พักผ่อนข้างทาง จนประมาณบ่ายโมงกว่าๆ จึงเดินทางไปกำแพงเพชร โดยผ่าน อ.สามง่าม ถึงแยกไปพิษณุโลก พวกพี่ๆชมรมจักรยานได้โทรมาสอบถามถึงการเดินทาง และเวลาที่จะถึงกำแพงเพชร ว่าจะถึงสักกี่โมง เพราะได้ติดต่อเพื่อนๆ ชมรมจักรยานกำแพงเพชรไว้ให้ค่อยช่วยดูแล จึงบอกไปว่าคงจะถึงอีกวันเพราะยังเหลืออีกไกลมาก อีกตั้ง 50 กิโลเมตร เพราะเย็นแล้วกลัวจะหาวัดพักไม่มีจึงได้แวะพักที่วัดปทุมวนาราม อ.วชิระบารมี จ.พิจิตร หลังจากขออนุญาตเจ้าอาวาสแล้ว โต้งจึงปั่นจักรยานออกไปหาซื้อข้าว กว่าจะได้ก็ต้องปั่นไปประมาณ 2 กิโลเมตร เพราะร้านค้าหน้าวัดปิดแล้ว ช่วงนี้อากาศเริ่มมีเย็นๆบ้างแต่ไม่หนาว กลางวันก็ร้อน วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 วันนี้ตื่นตั้งแต่ ตี 5 กะว่าจะออกแต่เช้ามืด แต่พระบอกให้รอกินข้าวที่วัดก่อน ตอน 8.00 น. กว่าจะได้ออกเดินทางก็ 9.00 น. ไปตามเส้นทาง อ.ไทรงาม ได้แวะพักกินข้าวเที่ยงร้านข้างทาง เจ้าของร้านใจดี ไม่คิดค่าข้าว แถมยังให้นมและสปอนเซอร์อีก พออิ่มเลยแวะพักวัดข้างทางเพื่อให้ข้าวย่อย บ่ายโมงจึงเริ่มเดินทางต่อ ประธานชมรมจักรยานเสือภูเขากำแพงเพชรได้โทรมาสอบถามถึงการเดินทางว่าถึงไหนแล้วเป็นระยะๆ ก่อนเข้าตัวเมืองกำแพงเพชรสัก 4 กิโลเมตร ทางชมรมได้ปั่นจักรยานออกมาต้อนรับ แล้วได้ปั่นนำทางไปศาลหลักเมืองซึ่งอยู่ในอุทยานเมืองเก่า เวลาประมาณ 16.00 น. หลังจากกราบสักการะเรียบร้อยแล้วได้พาเที่ยวรอบอุทยานเมืองเก่าซึ่งเป็นที่พักผ่อนและออกกำลังกายของคนกำแพงเพชร ตอนเย็นจะมีคนมาออกกำลังกายและเดินเล่นกันเยอะ จากนั้นจึงได้พาไปพักที่รีสอร์ต ซึ่งประธานชมรมคุณบุญเกิด ได้จองไว้ให้ 1 ห้อง เป็นห้อง VIP หลังจากเข้าห้องอาบน้ำทำธุระเรียบร้อยจึงออกมากินข้าว ที่ทางชมรมฯ ได้จัดเลี้ยงต้อนรับ หลังจากกินข้าวพูดคุยกันสักพักจึงได้กลับห้องเพื่อนอนพักผ่อน วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 อาบน้ำเสร็จได้ไปกินข้าวเช้าที่ทางรีสอร์ตจัดไว้ แล้วโทรขอบคุณประธานชมรมคุณบุณเกิดเพราะจะออกเดินทางต่อ และคุณบุนเกิดไม่สามารถมาส่งได้เพราะติดธุระเรื่องการหาเสียงนายกเทศบาลกำแพงเพชรครั้งใหม่ที่หมดวาระ คุณบุณเกิดเป็นรองนายกเทศบาลครั้งก่อน ลุงกิตติพงษ์ออกมาส่งคนเดียวตอน 8.00 น. เนื่องจากสมาชิกคนอื่นจะไปแข่งปั่นจักรยานเสือภูเขาที่แม่สอด จ.ตาก ลุงกิติพงษ์พามาทางศูนย์ราชการจังหวัดใหม่ที่อยู่ห่างจากเมืองประมาณ 12 กิโลเมตร ก่อนแยกย้ายกันลุงกิติพงษ์ได้มอบเงินให้ 20 บาท จึงลาเดินทางออกมาทาง อ.พรานกระต่าย ช่วงเที่ยงได้แวะกินข้าวร้านข้างทาง และมีกลุ่มลุงป้าที่ขับรถเดินทางท่องเที่ยวแวะมากินข้าวที่ร้านเดียวกัน ได้เข้ามาสอบถามถึงการเดินทางและได้เลี้ยงข้าวมื้อนั้น และป้าเจ้าของร้านยังได้มอบขนมให้มากินระหว่างทางด้วย หลังกินอิ่มจึงออกมาพักเที่ยงที่วัดข้างทาง พอบ่ายจึงออกเดินทางต่อ เข้าทาง อ.คีรีมาศระหว่างทางเจอหมู่บ้านหนึ่งได้นำยางรถยนต์เก่ามาตัดทำกระทางดอกไม้ทาสีเหลืองตลอดสองข้างทาง แต่ละบ้านก็จะมีกระถางดอกไม้สีเหลือง 10 กว่ากระถางดูแล้วสวยงามดี วันนี้เป็นครั้งแรกที่ไปขอพักวัดแล้วไม่ได้พักที่วัดถึง 2 วัด เนื่องจากว่าที่ เทศบาลมีที่พักสำหรับคนเดินทางจร แต่ว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์ จึงไม่มีเจ้าหน้าที่ๆถือกุญแจอยู่ แต่โชคดีที่มีพีผู้หญิงได้เข้ามาถามไถ่ และพาฝากพักที่วัดกลางข้างเทศบาล ต.ทุ่งกลาง อ.คีรีมาศ เจ้าอาวาสอนุญาตให้พักที่โรงครัวสร้างใหม่ จึงอาบน้ำทำธุระแล้วทานข้าว จากนั้นสวดมนต์แล้วนอนพักผ่อน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 เช้านี้เจ้าอาวาสได้นำพระเครื่องมาให้ 2 องค์ และเงิน 100 บาท แล้วกินข้าวเช้าที่วัด หลวงพ่อยังให้ข้าวไปกินกลางวันด้วย ออกเดินทางตอน 8.30 น. เข้า จ.สุโขทัย ถึง จ.สุโขทัยประมาณ 4 โมงเช้า จึงเข้าไปกราบสักการะศาลแม่ย่า จากนั้นจึงแวะเข้าสมาคมคนพิการ จ.สุโขทัย เนื่องจากได้นัดกับพี่จรัญ นายกสมคมคนพิการจังหวัดสุโขทัยไว้ พอใกล้เย็นจึงเดินทางไปเมืองเก่า ซึ่งห่างจากจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตร เพื่อไปพักที่รีสอร์ทซึ่งทางนายกสมคมฯได้เช่าให้พัก 2 คืน เพราะวันที่ 12 จะหยุดพักการเดินทาง 1 วัน ตอน 1 ทุ่มนายกฯคนพิการและสมาชิกได้เลี้ยงอาหารค่ำที่ร้านอาหารน้ำค้าง หลังจากนั้น 4 ทุ่มกว่าจึงแยกย้ายกลับห้องพักนอน ก่อนกลับพี่จรัญได้มอบเงินให้ 2000 บาทไว้เป็นค่าใช้จ่าย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 ทานข้าวต้มเช้าที่รีสอร์ท แล้วกลับมาซักผ้า 10 โมงเช้าได้เข้าไปในอุทยานเมืองเก่า เพื่อหาศาลหลักเมือง แต่ว่ากว่าจะหาเจอนานมาก ถามใครก็ไม่มีใครบอกได้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะศาลหลักเมืองที่นี่เป็นเสาขนาดเล็ก เก่าๆ อยู่ข้างริมสระน้ำ สร้างไว้นานแล้ว ตั้งแต่สมัยพ่อขุน จนไม่ค่อยมีคนทราบว่าเป็นศาลหลักเมือง หลังจากวนหาจนเจอจึงกราบขอพรกัน มีไกท์ชาวไทยพานักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวและเข้ามาสอบถาม จากนั้นจึงมอบเงินให้ 200 บาท หลังจากกราบสักการะศาลหลักเมืองเสร็จแล้ว จึงเที่ยวชมรอบๆอุทยาน และแวะกราบรูปปั้นพ่อขุนรามคำแหงด้วยจนเที่ยงจึงแวะหาข้าวเที่ยงกินข้างอุทยาน จากนั้นจึงกลับห้องพักผ่อน ตอนเย็นได้ออกไปหาซื้อของกินได้ก๋วยเตี๋ยวหลอด ข้าวเหนี่ยวไก่ย่างชุดใหญ่ จากนั้นนอนดูทีวีพักผ่อนต่อจนหลับ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 เช้าวันนี้ออกไปกินข้าวต้มอีกมื้อ จากนั้นกลับห้องเก็บสัมภาระ แล้วออกเดินทางต่อ ตอน 8.30 น. ออกจากเมืองเก่า ออกมาได้สัก 10 โลกว่า มีพี่ชื่อมาโนช แวะทักถามถึงการเดินทาง และบอกว่าพีเขากับเพื่อนๆก้อคิดจะเดินเทิดพระเกียรติจากสุโขทัยไปเชียงใหม่เหมือนกัน แต่คงจะอีกหลายเดือน พี่เขาให้เงิน 200 บาท มาถึง อ.ลานหอย เพื่อเข้าจังหวัดตาก ถนนช่วงนี้เดินทางลำบากมากเพราะเขากำลังสร้างถนน 4 เลน มีทั้งทางที่กำลังเกรด กำลังถม กำลังบด มีรถวิ่งทำถนนแบบต่างๆมากมาย ถนนก้อเป็นดินลูกรัง อีกทั้งเป็นลูกระนาด สูงๆ ต่ำๆ ก่อนเข้าตาก 14 กิโลเมตร ยางรถจักรยานรั่วอีก แล้วพี่ๆทางชมรมปั่นจักรยานได้โทรสอบถาม พร้อมบอกว่าได้แจ้งทางชมรมจักรยานตากให้ทราบแล้ว พอเริ่มจะเข้าตัวเมืองตากได้มีสมาชิกชมรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดตาก ได้ปั่นออกมาคอยต้อนรับ และขับกระบะนำทางเพื่อคอยกันรถให้ด้วย ได้พาไปสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งที่นั้นยังมีสมาชิกชมรมฯอีกจำนวนมากมาคอยต้อนรับ จากนั้นได้พาไปที่ศาลหลักเมืองเก่า อยู่ที่ตำบลแม่จ้อ โดยเป็นศาลหลักเมืองดั้งเดิม และมีเสาหลักเมืองอีก 6-7 เสา มีทั้งเสาหินอ่อน เสาไม้ เป็นเสาที่ผู้มีจิตศัทธาได้นำมาตั้งไว้ จากนั้นได้ไปกราบสักการะศาลหลักเมือง สี่มหาราช ซึ่งมี สมเด็จพระนเรศวร พระนาราย สมเด็จพระเจ้าตากสิน และพ่อขุนรามคำแหง และพาลัดเลาะริมแม่น้ำปิง ข้ามแม่น้ำมาฝั่งตัวเมือง สวยงามดีและชาวบ้านออกมาเดินเล่นพักผ่อนกันเยอะ จากนั้นได้ไปพักที่บ้านของลุงจุ้ง ซึ่งเป็นร้านซ่อมจักรยานและขายอะไหล่ด้วยชื่อร้านชัยยนต์ ภรรยาลุงจุ้งได้เตรียมทำอาหารไว้เลี้ยงอย่างเต็มที่ ลุงจุ้งได้ช่วยตรวจเช็ครถจักราน และรถเข็นให้ ทั้งเปลี่ยนยางรถ ซ่อมเบรก และยอดน้ำมันหล่อลื่นให้ รวมทั้งให้ยางอะไหล่มาอีกอย่างล่ะ 2 เส้น พออาบน้ำเรียบร้อยจึงกินข้าวและนั่งคุยจน 4 ทุ่มกว่าๆจึงเข้านอน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 กินข้าวเช้าที่ภรรยาลุงจุ้งได้เตรียมไว้ให้ จากนั้นได้เดินทางไปที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน โดยมีประธานชมรมฯและสมาชิกออกมารอส่ง หลังจากร่วมถ่ายรูปและประธานและสมาชิกได้มอบเงินสมทบเป็นค่าใช้จ่าย 700 บาท จากนั้นจึงออกเดินทางต่อ โดยมีสมาชิกบางส่วนรวมปั่นเดินทางมาส่งถึงบ้านตากประมาณ 10 กิโลเมตร จึงปั่นกลับ จากนั้นจึงได้เดินทางต่อมายังบ้านปากทางท้ายเขื่อนจึงพักกินข้าวเที่ยง และพักเหนื่อย 1 ชม. จึงเดินทางต่อไปยัง อ.แม่พริก ซึ่งลุงจุ้งแนะนำให้แวะพักที่สถานีอนามัยที่นั่น แต่ว่าเดินทางมาถึงประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ และมีความรู้สึกว่าจะไม่สะดวกด้วยจึงเดินทางต่อ เส้นทางนี้ใกล้จะเข้าเขตลำปางแล้ว ถนนที่นี้จึงเป็นภูเขาและเป็นลูกคลื่นสูงๆต่ำๆ อีกทั้งขดโค้ง เดินทางถึงอุทยานแม่วะ ซึ่งใกล้ถึงเถินอีกสัก 10 กิโลเมตร เย็นพอดี จึงหาซื้อข้าวเย็น แล้วหาวัดพัก หาอยู่สักพักจึงได้พักที่วัดพระบาทแม่วะ ซึ่งมีพระขอดูแลอยู่แค่เพียง 1 รูปเท่านั้น จากนั้นจึง อาบน้ำซักผ้า และกินข้าว แล้วจึงเข้านอน อากาศกลางคืนเริ่มมีเย็นหนาวบ้าง เพราะเริ่มขึ้นเหนือและยังเป็นหน้าหนาว แถวที่นอนก็เป็นศาลาโล่งๆ พัดลมหนาวมา วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 อาบน้ำ อาบท่า เก็บของเรียบร้อยจึงลาเจ้าอาวาส ท่านได้ให้อาหารเช้ามากิน เป็นข้าวเหนียว ผัดพริก ปลาแห้ง ช่วงนี้เข้าเขตภาคเหนือแล้วจะเริ่มมีข้าวเหนียวใส่บาตร เหมือนกับภาคอิสานเลย เดินทางออกจากวัด แล้วแวะศาลาข้างทางพักกินข้าวเช้า จากนั้นจึงเดินทางต่อเข้าเถิน จะถึง อ.เถินประมาณ 15 กิโลเมตร ช่วงเข้าเถินมีป้าให้เงิน 100 บาท และพอถึงร้านค้าแวะซื้อน้ำ แต่แม่ค้าไม่เอาเงิน แถมยังให้ขนม 5 ห่อ นม 2 กล่อง ผ่านเข้า อ.สบปราบ ช่วงนี้ขึ้นเขาเนินยาว ทิวทัศ 2 ข้างทางสวยเห็นเขาเป็นเทือกๆ น่าจะเป็นจุดชมวิวที่ดีถ้ามีศาลาสักหลังคนขับรถผ่านไปมาจะได้จอดแวะชมกัน ออกจากสบปราบแวะที่จุดพักริมทางกินข้าวเที่ยงข้างแม่น้ำวังบรรยากาศสวย น้ำใสเย็นๆ น่านอน และมีพี่ผู้หญิงให้เงิน 100 บาท หลังจากกินข้าวและพักเหนื่อยแล้วจึงออกเดินทางต่อเข้าเขต อ.เกาะคา ระหว่างทางมีพี่ผู้หญิงได้จอดรถสอบถามและมอบเงินให้ 200 บาท ก่อนถึง อ.เกาะคาประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นทางลงเขาที่ยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ชันและอันตราย มีป้ายเตือนข้างทาง ซึ่งเป็นทางลงเขาครั้งแรกที่ยาวและชันน่ากลัวแต่ก็น่าตื่นเต้นดี เพราะปล่อยรถลงไปเรื่อยๆไม่ต้องทำอะไร นอกจากคอยแตะเบรกไว้บ้าง ขนาดรถพ่วง 18 ล้อที่กำลังขึ้นหรือลงต้องค่อยๆแล่นช้าๆ ไม่งั้นแหกโค้งแน่ จากนั้นยังมีทางขึ้นเนินเขายาว ลงยาวอีก 2-3 ครั้ง แต่น้อยกว่าเขาลูกแรกเมื่อกี้ จากนั้นพอเริ่มเย็นจึงหาวัดที่จะพัก แต่วัดข้างทางไม่มีจึงต้องเข้าไปข้างในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากถนนมาก จนถึงวัดสจางแต่ว่าที่วัดนี้จะมีงานตอนเช้า หลวงพี่กลัวว่าจะไม่สะดวก จึงแนะให้ไปพักอีกวัดถัดไปซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก ชื่อวัดนางแตน ไปเข้าไปพบกับกลุ่มวัยรุ่นและเณรองค์หนึ่งจึงได้พาไปหาเจ้าอาวาสเพื่อขออนุญาต และเจ้าอาวาสได้อนุญาตให้พักที่ศาลา จากนั้นจึงหาซื้อข้าวมากิน และนั่งคุยเล่นกับกลุ่มวัยรุ่นที่สนใจเข้ามานั่งคุยซักถามถึงการเดินทาง ซึ่งน้องๆกลุ่มนี้มีชื่อว่าไบค์ซิเคิลคลับบางคนจบ ม.3 บางคนกำลังจะเรียนต่อ กิจกรรมของน้องๆกลุ่มนี้วันหยุดจะรวมตัวกันปั่นจักรยานไปเที่ยวตามที่ต่างๆที่ไม่ไกลมากนัก จากนั้นได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกัน แล้วจึงแยกย้ายกันกลับเพราะบางคนแม่มาตามพรุ่งนี้จะต้องไปสอบ จึงได้เวลาอาบน้ำซักผ้า กินข้าวแล้วเข้านอนเอาแรง วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 กราบลาเจ้าอาวาสเพื่อเดินทางต่อ ท่านได้มอบขนมและนมให้ไว้กินระหว่างทาง ออกจากวัดมาได้สักพักจึงแวะซื้อข้าวเช้า ได้ซื้อข้าวเหนียว น้ำพริกอ่องและแคบหมู 4 ถุง แต่พี่ผู้ชายเจ้าของร้านไม่เอาเงินแถมให้น้ำ 2 ขวดและเงินอีก 100 บาท จากนั้นจึงแวะกินข้าวที่ศาลาริทาง ขณะที่กำลังกินข้าวนั้นมีพี่ผู้ชายได้นำสปอนเซอร์มาให้ 2 ขวด ซึ่งพี่เขาได้เห็นตอนกำลังเดินทางที่ตากช่วงที่เขากลับมาจากกรุงเทพ พอมาเจอที่นี่อีกครั้งจึงนำสปอนเซอร์มาให้ จากนั้นจึงเดินทางเข้า จ.ลำปางซึ่งห่างจากจุดแวะกินข้าวประมาณสัก 10 กิโลเมตร ในตัวเมืองลำปางมีรถม้าจอดรอนักท่องเที่ยวหลายคัน บ้างคันก็ได้พานักท่องเที่ยวผ่านมาบนถนน ไปถึงศาลหลักเมืองประมาณ 4 โมงเช้า เสาหลักเมืองที่นี่มี 3 ต้น 3 ยุค ของการสร้างศาลหลักเมืองลำปาง และมีพี่ผู้หญิงได้ให้เงินมา 20 บาท พอสักการะขอพรเรียบร้อยแล้วจึงได้เดินทางย้อนกลับออกมาจากตัวเมืองมาทางเดิมเพื่อที่จะไป จ.ลำพูน ระหว่างทางได้มีพี่ผู้ชายชื่อต่อ ได้เรียกถามถึงการเดินทางและให้เงินมา 100 บาท จากนั้นพี่เขาถามว่าจะไปไหนกันต่อ จึงบอกว่าจะไป จ.ลำพูน พี่เขาบอกว่าขึ้นเขาสูงชันยาว ก็เลยบอกว่าถ้าไม่ไหวเดี๋ยวจะโบกรถเอา พอดีพี่ต่อเขาจะไปสักการะเจ้าพ่อขุนตาลและพี่เขาอยากจะมีส่วนร่วมในการเทิดพระเกียรติในหลวงครั้งนี้ด้วยพี่เขาจึงอาสาพาไปส่งถึงลำพูน จึงได้นั่งรถไปกับพี่ต่อ และแวะสักการะเจ้าพ่อขุนตาลและถ่ายรูป เส้นทางจากห้างฉัตรถึงลำพูนช่วงขุนตาลเป็นทางสูงชันและคดเคี้ยวมาก ถ้าหากเดินทางมาเองคงจะลำบาก จากนั้นพี่ต่อได้พามาที่ จ.ลำพูนและแวะเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวก่อนพาไปหาศาลหลักเมือง แต่ว่าไม่พบสอบถามชาวบ้านแล้วเขาจะไม่ทราบว่ามีหรือไม่ แต่บางคนบอกว่าที่ จ.ลำพูน ไม่มีศาลหลักเมือง เพราะทางภาคเหนือไม่นิยมสร้างศาลหลักเมือง ชาวบ้านจึงบอกว่าให้ไปกราบอนุสาวรีย์เจ้าแม่จาวเทวีแทนเพราะเป็นผู้สร้างเมืองลำพูนจึงได้พากันไปกราบสักการะเจ้าแม่จามเทวีแทน หลังจากถ่ายรูปร่วมกัน พี่ต่อจึงได้ขับรถกลับลำปาง จึงได้เดินทางต่อลำพูนเพื่อไปเชียงใหม่ เส้น ลำพูน อ.สารภีเรียบทางรถไฟ ระหว่างทางจากลำพูน 6-7 กิโลเมตรได้สังเกตว่ามีศาลหลักเมืองข้างทางเป็นเสาไม้ 1 ต้น และเสาอิฐ 1 ต้น จึงได้กราบสักการะ และเดินทางต่อ เส้นทางจากลำพูนมาเชียงใหม่ 2 ข้างทางจะมีต้นยางนาขนาดใหญ่ตลอดเส้นทางจนถึง ต.หนองหอย จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าสมัยก่อนจะมีการแบ่งเขตระหว่าง จ.ลำพูน กับ จ.เชียงใหม่ จึงได้ให้ชาวบ้านสมัยนั้นของทั้งสองจังหวัดปลูกต้นยางจากจังหวัดของทั้งสองจนมาบรรจบกันตรงไหนก็จะยึดถือตรงนั้นเป็นเขตแบ่งจังหวัด และปัจจุบันชาวบ้านได้มีการบวชต้นยางนาเพื่อทำการอนุรักษ์ไว้ไม่ให้มีการตัดทิ้ง โดยจะเห็นมีผ้าเหลืองห่มไว้ตรงโคนต้นยาง ระหว่างทางมีพี่ผู้ชายเป็นพนักงานการไฟฟ้าได้มอบเงินให้ 20 บาท เดินทางมาถึงตัวเมืองเชียงใหม่ 5 โมงกว่า เนื่องจากวัดในเชียงใหม่จะไม่อนุญาตให้คนนอกพักที่วัดเพื่อป้องกันขโมยมาลักของในวัด จึงได้หาเช่าห้องพักรายวัน และเนื่องจากวันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์มีถนนคนเดินจึงจะหยุดเดินทางพัก 1 วันเพื่อเที่ยวดูถนนคนเดินและดูการขายของต่างๆของชาวบ้าน จึงได้เช่าห้อง 2 คืน แล้ววันจันทร์เช้าจะได้เดินทางต่อไปแม่ฮองสอน ค่าเช่าห้องที่หาได้คืนละ 170 จากนั้นจึงได้พักผ่อน จน 1 ทุ่มได้ออกไปหาข้าวกินและเลยไปเที่ยวไนบาร์ซาเพื่อไปดูร้านวาดภาพเนื่องจากว่าที่นั้นมีร้านวาดภาพเยอะ ประมาณ 4 ทุ่มจึงกลับมานอนพักผ่อนเพราะเช้าวันอาทิตย์มีนัดกับชมรมปั่นจักรยานจังหวัดเชียงใหม่ ที่ประตูท่าแพ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551 อาบน้ำเช้าเรียบร้อยจึงออกมาพบกับกลุ่มชมรมจักรยานเชียงใหม่ โดยมีสมาชิกชมรมออกมาประมาณ 50 กว่าคนมีการพูดคุยซักถามและสัมภาษย์เพื่อลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จากนั้นจึงได้มอบเสื้อของชมรมให้ 2 ตัว และเงิน 1125 บาท และมีพี่สมาชิกมอบให้อีก 200 บาท จากนั้นได้ถ่ายรูปร่วมกัน และชมรมจักรยานจึงได้แยกย้ายกันตามโปรแกรมที่กำหนด ซึ่งทางชมรมจักรยานได้มีการรวมกลุ่มกันทุกวันอาทิตย์เพื่อรณรงค์ให้มีการสร้างทางสำหรับจักรยานรอบเชียงใหม่ด้วย จึงกลับห้องเช่าเพื่อพักผ่อนและซักผ้า ตอนเที่ยงได้ออกไปกินข้าว และไปกราบศาลหลักเมือง หรือเสาอินทขิลที่อยู่ในเขตวัดเจดีย์หลวง และเลยไปต่อที่อนุสาวรีย์สามกษัตย์ จากนั้นจึงได้ดูงานตลาดนัดศิลปะ และได้แวะคุยกับศิลปินที่เริ่มจะมีชื่อเสียงโดยขายภาพอยู่ที่ถนนคนเดินนานร่วม 20 ปี ชื่อพี่เจกับแฟนที่ได้นำภาพมาวางจำหน่ายข้างถนน ก่อนกลับพี่เจได้มอบเงินช่วยเหลือ 1000 บาท จากนั้นจึงกลับห้องนอนพักผ่อน ประมาณ 6 โมงเย็นจึงได้ออกมาเดินเที่ยวที่ถนนคนเดิน มีชาวบ้านนำสินค้าพื้นเมือง มาขาย บางกลุ่มก็เล่นดนตรีพื้นเมือง มีเด็กนั่งเล่น หรือร้องรำ มีทั้ง เด็ก คนพิการ คนชรา ถนนคนเดินแห่งนี้มีสินค้ามากมาย ทั้งสินค้าเสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าวัยรุ่น สินค้าพื้นเมือง งานศิลปะ ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างประเทศ และวัยรุ่นมาเดินเลือกซื้อสินค้า และเดินเที่ยวกันแน่นเต็มถนนดูแล้วก็เพลิดเพลินสวยงามน่าเที่ยวดี เดินเที่ยวชมประมาณ 4 ทุ่มจึงกลับห้องไปนอนเอาแรงเดินทางต่อวันพรุ่งนี้ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 ออกจากที่พัก 7.30 น. เดินทางไปจังหวัดแม่ฮองสอนทาง อ.แม่ริมไปทางตลาดแม่มาลัย แวะกินข้าวเช้าและเที่ยงข้างทาง หลังจากเดินทางออกจากกาดแม่มาลัยมาได้ไม่นานทางเริ่มเป็นภูเขาสูงและคดเคี้ยวมากขึ้น และทางแคบรถก็เยอะอันตรายมาก คิดว่าถ้าปั่นไปจะอันตรายและช้ามากจึงได้พยายามโบกรถกระบะเพื่อจะขึ้นไปจังหวัดแม่ฮองสอน โบกรถอยู่ประมาณ 30 กว่าคัน แต่ไม่มีรถคันไหนจอดรับ โบกตั้งแต่เที่ยงกว่าจนถึงบ่าย 3 โมง พอดีมีรถเมล์แดงจากเชียงใหม่จะไปแม่ฮองสอนจึงได้ขึ้นรถเมล์ เส้นทางไปแม่ฮองสอนคดเคี้ยวมากมีสูงมีต่ำ มีเลี้ยวโค้งขึ้น เลี้ยวโค้งลง อันตราย แต่สองข้างทางก็สวยงามน่าดูมีหมอกสวยน่าจอดชม รถเมล์ถึง อ.ปาย 6 โมงเย็นต้องค้างที่นี่ 1 คืนเช้าถึงจะออกเดินทางต่อไปแม่ฮองสอนได้ เพราะรถเมล์จะไม่เดินรถในเวลากลางคืนเนื่องจากอันตรายมากถ้าขับไม่ดีอาจจะตกเขาได้ จึงได้หาห้องพัก 1 คืน ๆ ละ 250 บาท อาบน้ำซักผ้าเสร็จจึงออกไปหาข้าวกิน และเที่ยวชมบรรยากาศ อ.ปาย สถานที่อันโด่งดังที่ใครๆก็อยากจะไปเที่ยวกัน อ.ปายเป็นเมืองเล็กๆกลางหุบเขา คืนนี้มีฝรั่งและคนไทยมาเที่ยวพอสมควร ไม่พลุกพล่านมากนัก ไม่เหมือนเชียงใหม่ อาจจะเป็นช่วงหมดฤดูกาลท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวน้อย และคนขายของก้อไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นแม่ค้าชนเผ่าท้องถิ่น หลังจากเที่ยวชมสักพักจึงกลับห้องพักผ่อน คืนนี้ที่ปายอากาศยังหนาวอยู่ยังมีไอออกจากปาก ดีที่มีน้ำอุ่นให้อาบไม่งั้นหนาวแย่นี่ถ้าเป็นช่วงต้นเดือนมกราคมอากาศหนาวจัดคงจะแย่กว่านี้ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 เช้านี้ตื่นมาหนาวสุดๆดีที่มีน้ำอุ่นอาบ ทำธุระเสร็จจึงรีบออกไปรอรถที่ท่ารถเพราะรถเมล์คันแรกที่จะไปแม่ฮองสอนจะออกจากปายตอน 8.30 น. ได้ผ่านอ.ปางมะผ้า ทางก็ยังขึ้นๆลงๆ คดๆโค้งๆเหมือนเดิม แต่ว่าวิวทิวทัศน์สองข้างทางไม่สวยเหมือนกับเส้นทางมา อ.ปาย ตอนนั่งรถเมล์ความรู้สึกเหมือนกับอยู่ต่างประเทศ เพราะว่าบนรถจะมีแต่ฝรั่ง และชนเผ่าแถบภาคเหนือ ทั้งลีซอ ไทยใหญ่ อาข่า เพราะการแต่งกายและภาษาพูดจะแตกต่างและไม่มีพูดไทยเลย ถึงแม่ฮองสอนประมาณบ่ายโมง ลงรถแล้วแวะกินข้าวที่ท่ารถ พอกินข้าวเสร็จนายกเทศบาลจังหวัดแม่ฮองสอนคุณสุเทพ และเฮียน้อยได้ออกมารับที่ท่ารถพอดี เนื่องจากว่าจังหวัดแม่ฮองสอนไม่มีศาลหลักเมือง จึงได้พาไปกราบสักการะศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็กซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสักสิทธ์ที่ปกป้องคุ้มครองจังหวัดแม่ฮองสอน จากนั้นท่านนายกฯสุเทพได้พาไปพักที่บ้านซึ่งเป็นรีสอร์ท กลางสวนของท่านนายกฯ ท่านนายกฯสุเทพและเฮียน้อยได้มอบเงินเพื่อช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 1500 บาท จากนั้นจึงได้อาบน้ำพักผ่อน ประมาณ 5 โมงเย็นได้ออกไปเที่ยวถนนคนเดินของจังหวัดแม่ฮองสอน ซึ่งจะเป็นถนนรอบบึงสวนสาธารณะ อยู่ติดกับวัดจองคำ ถ้ามองรอบๆจะเห็นว่าแม่ฮองสอนจะอยู่ตรงกลางและมีภูเขาล้อมรอบ มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ภูเขาใกล้ๆ ถนนคนเดินที่นี่จะจัดขึ้นเฉพาะช่วงหน้าหนาว ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น โดยบรรยากาศจะแตกต่างกับถนนคนเดินของเชียงใหม่ เพราะทางเชียงใหม่จะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมพื้นบ้าน สินค้าก็หลากหลาย การละเล่นมากมาย คนพลุกพล่านเยอะไปหมด แต่แม่ฮองสอนจะเน้นไปทางของกินของขายอื่นๆไม่เยอะ ถนนคนเดินไม่ยาวเท่าไรแค่รอบบึง คนจะเดินกันสบายๆ บรยากาศสวยงาม มีบึงมีน้ำพุและด้านข้างเป็นวัดที่เป็นศิลปะแบบไทยใหญ่ คนแม่ฮองสอน 90 เปอร์เซ็นต์จะเป็นไทยใหญ่ มองไปอีกฟากจะเห็นพระธาตุกองมูตั้งอยู่บนยอดภูเขาสวยงาม ซึ่งมีคำขวัญว่า ‘กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม นามถิ่นบัวตอง’ หลังจากหาอะไรกินอร่อยๆแล้วจึงเดินเที่ยวชมของ และบังเอิญได้เจอพี่บ๊อบบี้ ซึ่งเป็นศิลปินวาดภาพที่เคยร่วมงานวาดภาพด้วยกันงานเฉลิมพระเกียรติในหลวงที่สยามพารากอน ซึ่งพี่เขามาอยู่แม่ฮองสอนได้ 2 เดือนกว่าแล้ว เพื่อวาดภาพเก็บไว้แสดงงาน และพี่เขากับแฟนมาขายภาพโปสกาดซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายเอง และหนังสือของเพื่อนๆ เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน ประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆจึงได้กลับห้องเพื่อนอนพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าจะได้กลับเชียงใหม่ไปเชียงรายต่อ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 เดินทางออกจากแม่ฮองสอนด้วยรถเมล์ 8.30 น.โดยย้อนกลับมาทางปายเพื่อเข้าเชียงใหม่ ถึงเชียงใหม่ จากนั้นได้พักที่ห้องพักของกรมอุตสาหกรรมป่าไม้เชียงใหม่ ซึ่งโต้งเขาเคยมาทำงานที่นี่ พอตอนเย็นพี่บุญชูรองหัวหน้าอุสาหกรรมป่าไม้ได้พาไปเลี้ยงอาหารเย็น แล้วจึงพักผ่อน วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 ตอนเช้าก่อนออกเดินทางได้ไปลาพี่บุญชูแต่ว่าไม่พบเพราะพี่เขาออกไปทำบุญวันมาฆบูชาแต่เช้า จึงไปลาพี่ถาซึ่งเป็นนักการพี่เขาได้มอบเงินให้ 200 บาท และมีป้าอีกคนให้เงิน 100 บาท จากนั้นจึงไปที่ท่ารถอาเขตที่อยู่ไม่ไกลกับกรมอุตสาหกรรมป่าไม้เพื่อที่จะขึ้นรถไป จ.เชียงราย เนื่องจากได้คุยตกลงกันว่าถ้าทางที่จะไปเป็นเขาที่สูงชันลำบากก้อจะขึ้นรถเอาจะได้ไม่ลำบากและอันตรายเกินไป รอรถออกประมาณ 5 โมงเช้า รถได้ออกไปทางสายเก่าเข้าลำปางผ่านเข้า อ.ง้าว เข้าพะเยา อ.แม่ใจ อ.พาน และเข้าถึง อ.แม่ลาวประมาณ 5 โมงเย็น ได้ผ่านวัดร่องขุ่นจึงลงรถแวะที่วัด เพื่อที่จะเข้าไปเที่ยวชมวัดที่อาจารย์เฉลิมชัยสร้าง เอาไว้ซึ่งได้เดินชมอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้พบกับอาจารย์ท่านต้อนรับดีมากพูดคุยไถ่ถามเวลา1ทุ่มร่วมเวียนเทียนวิหาร ในวันมาฆะบูชา พอเสร็จพิธีจึงออกมาหาห้องเช่าซึ่งมีน้องที่ทำงานปั่นปูนที่วัดร่องขุ่น หาให้จึงได้พักที่ห้องพักปั้มน้ำมันบางจาก คืน190บาทก่อนจะออกจากวัดร่องขุ่นมีคู่สามีภรรยาที่เดินทางมาเที่ยว ได้ถามถึงการเดินทางและพี่แกเขาช่วยให้เงินมา 600 บาท วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 51 ออกจากที่พัก 1 โมงครึ่ง เข้า จ.เชียงรายซึ่งออกไปประมาณ 9 กิโลเมตร แล้วไปไหว้ศาลหลักเมืองโดยตั้งอยู่วัดดอยทอง ซึ่งเป็นเขาลูกเล็ก ซึ่งเป็นศาลหลักเมืองดั้งเดิม จึงให้โต้งเดินขึ้นไปกราบไหว้แทน และได้ไหว้อธิฐานอยู่ตีนเขา จากนั้นจึงเดินทางกลับเพื่อไปพะเยาโดยปั่นย้อนกลับมาประมาณ 10 กิโลเมตรแล้วแยกเข้าพะเยา โดยผ่าน อ.แม่ลาว อ.แม่ใจ และแวะกินข้าวเที่ยง จากนั้นเดินทางต่อเชียงรายถึงพะเยาเป็นทางราบจึงเดินทางได้สะดวก ตอนเย็นได้แวะพักที่วันห้วยเคียนเหนือ ต.แม่ต๊ำ อ.เมือง จ.พเยา ห่างจากตัวเมืองพะเยา 10 กิโล ที่วัดมีพระ 2 รูปหลังจากที่คุยกันแล้วท่านเป็นศิษเก่า ศูนศิล ปาชีพบางไทร แผนกช่างยนต์ เมื่อปี 23และโยมแม่ของท่านเจ้าอาวาสก็เป็นศิษเก่าเหมือนกัน ซึ่งได้ทำกับข้าว มาให้กินมื้อค่ำ มีต้มปลาใส่มะเขือเทศและไข่เจียว พร้อมกันข้าวเหนียวกินข้าวเสร็จจึงได้พูดคุยกับเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสและหลวงพี่ หลังจากนั้น2ทุ่มจริงเข้านอน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 51 ตื่นเช้าอาบน้ำอาบท่าเสร็จเจ้าอาวาสบอกให้รอกินข้าวก่อนค่อยเดินทาง กินข้าวอิ่ม ท่านมอบเงินให้ 100 บาทและพี่ผู้หญิงให้อีก 20 บาทแล้วเดินทางต่อเข้าพะเยาถึงศาลหลังเมืองพะเยา 3 โมงเย็น สักการะศาลหลังเมืองเสร็จจึงออกมาดูกว้านพะเยา เพื่อมาบันทึกภาพ และมีนักศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้มาสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเดินทางเพื่อจะนำไปทำข่าวหนังสือพิมพ์ของมหาลัย คุยเสร็จจึงเดินทางไปยังขนส่งเพื่อนั่งรถไปแพร่ 5 โมงครึ่ง หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วไปกราบสักการะศาลหลังเมือง และมีแม่ค้าขายน้ำเอาน้ำมาให้ คนละแก้วพอสักการะเสร็จก็รีบกลับมาที่ขนส่งเพื่อจะไป จ.น่าน เพราะเส้นทางขึ้นเขา ออกจากแพร่บ่าย4โมงกว่า ผ่าน อ.เชียงสา จ.น่าน มาถึงน่านประมาณทุ่มกว่าๆ จึงจึงหาข้าวกิน แล้วได้หาที่พักกะว่าจะพักวัดแต่มืดแล้วเลยหาโรงแรมนอนพักผ่อน วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 51 ออกเดินทางประมาณ 7 โมงกว่า จึงออกไปสักกาลระศาลหลังเมืองตั้งอยู่ที่ วัดมิ่งเมือง อ.เมือง จ.น่าน ซึ่งขณะที่เข้าไปไหว้นั้น มีเจ้าหน้าที่เตรียมจัด ประรำพิธี เนื่องจากวันที่ 25 สมเด็จ พระเทพฯ จะทรงเสด็จวางยอดมลฑป ศาลหลักเมือง หลังจากสักการะเสร็จจึงไปยังขนส่งนั่งรถจากนั้นไปอุตรดิต 11ชั่วโมง แล้วไปสักการะศาลอนุสาวรีพระยาพิชัย ดาบหัก และได้ไปกราบสักการะพระแท่นสิราอาต เนื่องจากว่าอุตรดิตไม่มีศาลหลักเมือง จึงสักการะพระแท่นสิลาอาต ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทน ศาลหลักเมืองประมาณ บ่ายโมงประธานชมรมคนพิการชื่อพี่สันติ ได้ไปรับเพื่อจะมาเข้าที่พัก และเลี้ยงข้าว แล้วจึงพาไปพักที่โรงแรมชูโชคชัย แล้วจึงได้พักผ่อน เอาแรงต่อไป วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 51 ได้เดินทางอุตรดิตไปยังพิษนุโลกโดยนั่งรถไฟ มายังพิษนุโลกมาถึงพิษนุโลกตอนเที่ยง และได้กราบศาลหลักเมืองซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านตรงข้ามกลับวัดศรีมหาธาตุ ซึ่งได้เข้ากราบสักการะพระพุธชินราชและจึงได้ไปพักบ้านเพื่อน ชื่อ วันชัย มาภู ซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียนที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อยู่แผนกเดียวกันที่ อ.วังทอง ต.พันชารี จ.พิษนุโลก วันที่ 26 กุมภาพัน 51กินข้าวที่บ้านเพื่อนอิ่มแล้วเดินทางต่อไปขนส่งพิษนุโลกโดยนั่งรถพี่ชายของเพื่อนไป ออกจากพิษนุโลกบ่าย 4 โมงครึ่ง โดยนั่งรถสายพิษนุโลก ผ่าน อ.วังทอง อ.เขาค้อ อ.หล่มสัก ถึง เพรชบูรณ์บ่าย 2 โมงครึ่ง จากนั้นเข้ากราบสักการะศาลหลักเมือง แล้วไปยังขนส่งเพรชบูรณ์เพื่อจะเดินทางไป อ.หล่มสัก เพื่อจะเดินทางต่อไปเมืองเลย แล้วมีพี่ผู้หญิงพนักงานขายตั๋วได้ฝากขึ้นรถไป อ.หล่มสัก โดยไม่คิดเงิน ถึงหล่มสักประมาณบ่าย 4 โมงครึ่งเห็นว่าเย็นแล้วจึงหาห้องพักรายวันเพื่อพักผ่อน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 51 ออกจากหล่มสักนั่งรถถึงชุมแพ จ.ขอนแข่น เกือบเที่ยงลงรถจึงกินข้าวที่ขนส่งชุมแพ อิ่มแล้วปั่นจากชุมแพย้อนกลับมาบ้านโนนทัน 10 กิโลเมตรเพื่อจะไปแยกเมืองเลยได้เดินทางผ่าน อุทยานภูผาม่านและถึงหมู่บ้านผานกเค้าประมาณ 5 โมงเย็น จึงแวะเข้าวัดผานกเค้าและจึงได้ขออนุญาตเจ้าอาวาสท่านก็อนุญาตและให้อาหารผลไม้ มากินตอนมื้อเย็นและวันนี้มีชาวบ้านมาประชุมที่ศาลาวัด พอประชุมเสร็จกำนันจึงเข้ามาถามเรื่องการเดินทางแล้วจึงให้เงินช่วยค่าเดินทาง 115 บาท หลังจากนั้นจึงเข้านอน ผานกเค้าเป็นเขาที่มีลักษณะ คล้ายนกเค้าแมว อยู่ห่าง อ.ภูกระดึง 7 กิโลเมตรห่างจากเมืองเลย78กิโลเมตร วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 51 เดินทางออกจากวัดประมาณ 2 โมงเช้าโดยผ่าน อ.ภูกระดึงและ อ.หนอหิน และเรื่อยไปจนถึง อ.วังสะพุง ก่อนถึงเมืองเลย 3 กิโลเมตรจึงได้แวะวัดศรีบุญเรือง จึงได้ขออนุญาต เจ้าอาวาส จากนั้นก็เก็บของเข้าที่พักหาข้าวกิน เจ้าอาวาสท่านใจดีให้เฌรน้อยเอา เสื่อ สาด หมอน มุ้ง มาให้ด้วย วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 51 ตื่นนอนล้างหน้าอาบน้ำเสร็จ หลวงตาเจ้าอาวาสให้รอกินข้าวก่อน พอกินข้าวเสร็จประมาณ 3 โมงเช้าหลวงตาเจ้าอาวาสและญาติโยมร่วมกันบริจาคเงินเพื่อเป็นค่ากินระหว่างทางเป็นเงิน 345 บาทจึงกราบลาหลวงตา หลวงตาท่านสอนเรื่องการทำดีและให้พร จากนั้นจึงไปกราบศาลหลักเมือง เสร็จแล้วจึงเดินทางปั่นย้อนกลับมาทางเดิมเมื่อถึง อ.วังสะพุงก็เลี้ยวซ้ายเข้า อ.เอราวัณ จ.เลย ผ่านไปยัง นาวัง จ.หนองบัวลำภู บรรยากาศข้างทางสวยมากเป็นเขาสวยลักษณะแปลกตาและผ่านไปยัง อ.นากลาง ออกจากนากลางมาถึง บ.นาคำไฮ ต.นาคำไฮ อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู เวลาประมาณ 5 โมงครึ่ง จึงแวะเข้าที่วัดป่าศรีรัตนาราม ซึ่งเข้าไปขอเจ้าอาวาสแต่ท่านไม่อยู่ไปกิจนิมนต์ ที่เพชรบูรณ์ ที่วัดมีเณร1รูป จึงขออนุญาตเณรพักที่วัด แล้ว จึงออกไปซื้อข้าวกิน แล้วพักนอน วันที่ 1 มีนาคม 51 ออกจากวัน 1 โมงเช้าแล้วกินข้าวร้านข้างทางเดินออกจากหนองบัวลำภู อีกประมาณ 20 กิโลเมตรถึง หนองบัว 3 โมงเช้า จึงแวะพักบ้านญาติโต้ง ชื่อพี่ ถม พี่เขาได้พาไปกราบศาลหลักเมือง ศาลพระนเรศวร และศาลปู่หลุบและพี่ถม ช่วยเหลือค่าเดินทาง 500 บาทแล้วจึงแยกกันกับพี่ถบพี่ศาลปู่หลุบ แล้วเดินทางต่อไปยัง จ.อุดร ท้องเริ่มร้อง จึงแวะกินข้าวร้านริมทาง อิ่มแล้วไปต่อ ระยะทางอีก10 กิโลเมตรจะถึงอุดร เป็นทางเรียบราบ ไม่ได้ขึ้นเขาลงเนิน จึงเดินทางง่ายหน่อยถึงอุดรประมาณ 5 โมงเย็น จึงแวะเข้าพักที่โรงแรมหาข้าวกินแล้วพักผ่อน ค่าโรงแรม 250 บาท วันที่ 2 มีนาคม 51ออกจาก อุดร ประมาณ 2 โมงเช้ากราบสักการะศาลหลักเมืองเสร็จจึงเดินทางต่อไปยังหนองคาย โดยผ่านไปทาง อ.เพ็ญ ระหว่างทางมีผู้ชายใจดีให้เงิน 100บาท และผู้หญิงได้ เรียกให้จอดเพื่อจะซื้อของให้มีขนมปังและน้ำเปล่าให้ เดินทางเรื่อยไปจนเวลาเที่ยงจึงได้ซื้อข้าวกิน ระยะทางอีกไม่ไกลก็จะถึง อีกประมาณ 10 กิโลเมตรก็จะถึงหนองคาย กินข้าวอิ่มเดินทางต่อมีผู้หญิง ให้ขนม และนม2กล่องและเงิน 100บาท พอถึงหนองคาย ก็เข้าสักการะศาลหลักเมืองเสร็จจึงไปเที่ยวดูของที่ตลาดอินโดจีนที่ท่าเสด็จ พอถึง 3โมงเย็นจึงเดินทางต่อไปยังบ้านจอมเสด็จใต้เพื่อไปพักที่บ้านญาติโต้งพอถึงก็ได้คุยกับพ่อเจนศักดิ์สาระแสน ซึ่งเป็นเจ้าบ้านและมีผู้ชายที่คุยกับพ่อเจนศักดิ์ก่อนหน้านี้ได้ช่วยค่าเดินทาง 500 บาท จากนั้นจึงกินข้าวเย็นแล้วพักผ่อน วันที่ 3 มีนาคม 51 ตอนเช้าชักผ้า กินข้าวเสร็จแล้วไปชมงานประติมากรรมอันอลังการที่ศาลาแก้วกู้ ซึ่งเป็นงานปั้นในรูปต่างๆ เช่นพระศิวะ พระพรม พระพิคเนศ และเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุธเจ้า จากนั้นจึงไปกราบไหว้หลวงพ่อพระใส อยู่ในวัดโพชัย อ.เมือง จ.หนองคายเป็นพระที่สวยมาก จากนั้นจึงแวะกินข้าวเที่ยงส้มตำปลาย่างแล้วไปดูสะพาน ไทย-ลาวที่หาดจอมมณี และได้นอนพักเล่นถึงบ่าย 3โมงเย็นจึงเดินทางไปท่าเสด็จแล้วกลับบ้านญาติเวลาประมาณ 6โมงเย็น พ่อเจนศักดิ์ ได้พาไปเลี้ยงหมูกะทะที่ริมโขงพร้อมครอบครัวได้กินจนอิ่มพุงกางเลยทีเดียว พออิ่มก็เดินทางกลับบ้านเพื่อพักผ่อนเอาแรงต่อไป วันที่ 4 มีนาคม 51 2 โมงเช้าแม่หาข้าวให้กินและเตรียมข้าว1กระติ๊กและปลาร้าสับไว้ให้กินตอนเที่ยง กินข้าวอิ่มจึงร่วมถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก แล้วพ่อเจนศักดิ์และแม่แดง และรองนายกอ.บ.ต ได้ออกมาส่งที่ถนนใหญ่เส้นหนองคาย-โพนพิสัย และท่านรองให้เงิน 100 บาท พ่อเจนศักดิ์ให้ 200 บาทช่วยค่าเดินทางก็เลยลากันตรงนั้นเลย พ่อกับแม่ได้อวยพรให้ ก็รับพรอันดีงามเป็นศิริมงคลต่อตัวเองและเดินทางต่อไปยังเส้นทาง หนองคาย – นครพนม เรียบแม่น้ำโขงไปตลอดผ่าน อ.เมืองเข้าโพนพิสัย อ.รัตนะวาปี จ.หนองคาย ห่างจากปากคาด 10 กิโลเมตรวัดนี้ตั้งอยู่ฝังแม่น้ำโขง เป็นวัดเก่าแก่วัดนี้มีพระ 3 รูปเจ้าอาวาสให้พักอยู่ที่กุฎิซึ่งสร้างไว้ให้พระสัญจรผ่านมาได้พักผ่อนประมาณ5โมงเย็นจึงออกไปซื้อข้าวมากินและซักผ้าอาบน้ำและพักผ่อน วันที่ 5 มีนาคม 51 2โมงกว่ากินข้าวที่วัดเสร็จ มีป้าให้เงิน 80 บาทและอีกคนให้ 20 บาทและได้ห่อข้าวไว้กินมื้อเที่ยงด้วย จากนั้นเดินทางไปกราบไหว้ศาลปู่เป็งจาน ขอพรแล้วเดินทางต่อไปยัง อ.ปากคาดประมาณ10กิโลเมตร เดินทางเรื่อยต่อไปจะถึง อ.บุ่งคล้าประมาณ 20 กิโลเมตรได้เข้าพักที่วัดจันทรีซึ่งมีหลวงตารูปเดียว นั่งคุยกับหลวงตาสักพัก หลวงตาให้ที่พักกุฎิว่าง จากนั้นจึงกินข้าวแล้วเข้าพักผ่อน วันที่ 6 มีนาคม 51 ตื่นเช้าประมาณ 6 โมงครึ่งได้กราบลาหลวงตา แล้วหาซื้อของกินตอนเช้าจึงเดินทางต่อพอถึง อ.บุ่งคล้า ได้และซ่อมรถ เปลี่ยนซี่ล้อ 8 ซี่และตั้งศูนย์ล้อใหม่ ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมงครึ่ง ช่างใจดีไม่คิดเงินทำเสร็จเที่ยงพอดี จึงกินข้าวที่ร้านข้างทาง แล้วเดินทางต่อประมาณเกือบ 5 โมงเย็นได้แวะเข้าที่วัดนายาง ต.บ้านแพน อ.บ้านแพน จ.นครพนม ซึ้งห่างจาก อ.บ้านแพน 2กิโลเมตร ท่านเจ้าอาวาสอนุญาตให้เณรน้อยต้มมาม่าให้กินคนละชามใหญ่และจากนั้นจึงเข้าที่พัก ซักผ้า จากนั้นจึงกินข้าวแล้วพักผ่อน วันที่ 8 มีนาคม 51 ตอนเช้าล้างหน้าล้างตาเสร็จ จึงลาพระลูกวัดและผู้ใหญ่บ้านและเดินทางต่อไปยังนครพนมและแวะกินข้าวเช้าร้านริมทางอิ่มท้องมีแรงเดินทางต่อไปสักพักข้างทางขายกล้วยไม้และแตงโม จึงแวะเข้าไปดูกล้วยไม้และซื้อกล้วยไม้เอื้องสายน้ำผึ้ง 50 บาท และแม่ค้าให้แตงโมมากิน1ลูกปลอกเปลือกให้อย่างดีแล้วเดินทางต่อไป ถึงนครพนม ประมาณ 4 โมงกว่าจึงเข้าแวะสักการะศาลหลักเมือง แล้วมาซื้อกลับข้าวซื้อปลาดุกข้าวเหนียว และแจ่วบอง เดินทางย้อนกลับไปสกลนคร จึงแวะกินข้าวเที่ยงที่ศาลาริมทางแล้วนอนพักผ่อน จนถึงบ่ายโมงกว่าเดินทางต่อเมื่อถึงเวลาบ่ายโมงกว่าเดินทางต่อ เมื่อถึงเวลาประมาณ5โมงเย็นจึงแวะเข้าขออนุญาตพักที่วัดกลาง อ.กุสุมาลย์แล้วจึงซัก อาบน้ำกินข้าวแล้วพักผ่อน วันที่ 9 มีนาคม 51 ตอนเช้าลาเจ้าอาวาส แล้วกินข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งเดินทางผ่าน อ.โพธิ์นาแก้ว ผ่านเข้า อ.ท่าแร่ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของเนื้อหมา แล้วผ่านหนองหารตอนที่มาถึงท่าแร่มีพี่ผู้ชายซื้อส้มให้1กิโล และปั่นต่อมาถึงหนองหารพี่คนเดิมได้ซื้อปลาดุกย่างและข้าวเหนียวตามมาให้อีก ถึงสกลนคร ประมาณ4โมงกว่าโดยแวะเข้าที่พักที่บ้านญาติซึ้งเป็นน้าของโต้งซึ่งบ้านอยู่ในตัวจังหวัดและได้กินข้าวเที่ยงแล้วพักผ่อนจึงถึงเวลา 5 โมงเย็นน้าได้พาไปไหว้ธาตุเชิงชุมและไหว้รูปเหมือนหลวงปู่มั่นและหลวงปู่หลุบที่วัดป่าสุทธาวาร วันที่ 10 มีนาคม 51 ตอนเช้ากินข้าวเสร็จน้าช่วยค่าเดินทาง 300 บาทและจึงปั่นไปไหว้พระพุธรูปหลวงพ่อองค์แสน และหลวงปู่มั่น ปู่ฟั่นซึ่งสร้างไว้อย่างใหญ่โตตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งสิทธ์คู่บ้านคู่เมือง แล้วปั่นไปยังท่ารถเพื่อข้าม เขาภูพาน ไปยังกาฬสิน ลงรถที่ อ.สมเด็จ จ.กาฬสิน เพราะจากสมเด็จจาก อ.สมเด็จไปกาฬสิน เป็นทางราบ ห่างจากกาฬสิน 40กิโล ภูพานเป็นเส้นทางคนเคี้ยวเขาเรียกว่า ปิ้งงูซึ่งคดโค้งเหมือนงูมาขดใส่ไม้แล้วย่างไฟป่าภูพานเขียวชอุ่มสมบูรณ์ดูแล้วสบายตามีอ่างเก็บน้ำหลายที่บนเขาบรรยากาศดีมากปั่นจากสมเด็จไปถึงกาฬสินประมาณบ่าย 3 โมงจึงเข้ากราบสักการะหลักเมือง แล้วเดินทางต่อไปยังส้นทาง จ.ขอนแก่น ออกจากกาฬสินมาได้สักพักแวะเข้าที่วัดโพธิ์นาแก้ว ท่านเจ้าอาวาสอนุญาตแล้วจึง ซักผ้า อาบน้ำ กินข้าวพักผ่อน วันที่ 11 มีนาคม 51 ลาเจ้าอาวาสแล้วเดินทางประมาณ 2 โมงเช้ามุ่งหน้าไปยังขอนแก่น ผ่านเข้าทางเขตเชียงผืน จ.สารคาม พอเที่ยงจึงหยุดกินเข้าริมทาง กินเสร็จปั่นมาสักระยะจึงแวะพักศาลาข้างทาง ซึงจะถึงขอนแก่นแล้วเหลือระยะทางอีกประมาณ 10กว่ากิโล บ่ายโมงครึ่งจึงเดินทางเข้าขอนแก่น จึงเข้าไปกราบสักการะศาลหลักเมือง เมืองขอนแก่นเป็นเมืองใหญ่ ผังเมืองสวยเป็นระเบียบเสร็จจากการสักการะจึงมุ่งหน้าไปยังสารคาม ซึ่งเป็นระยะทาง 65 กิโลเมตร ตรงไปตามเส้นทาง ขอนแก่น-โคราช ปั่นออกมาได้สักพักมีพี่ผู้หญิงใจดีเข้ามาถามเรื่องการเดินทางและพี่เข้าช่วยค่าเดินทาง 500 บาท แล้วปั่นไปแยกสารคามแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนแจ้งสนิทถนนเส้นนี่ไปสุดที่ จ.อุบลราชธานี เดินทางไปเรื่อยๆ จนถึงบ่าย 4 โมงกว่าเข้าถึงเขต อ.โกสุม จ.สารคาม จึงเข้าไปพักที่ วัด เทพประดิษ โดย เจ้าอาวาสอนุญาติจึงเข้าพักผ่อนหาข้าวหาน้ำกิน วันที่ 12 มีนาคม 51 กินข้าวร้านริมทาง เดินทางเข้าเขตเมืองสารคามถึงศาลหลักเมือง สารคามประมาณเที่ยง สักการะเสร็จจึงไปหาข้าวกินแล้วพักผ่อนที่ศาลาริมทาง บ่ายโมงครึ่งออกเดินทางต่อ เป็นอันว่ารถยางรั่วจึงทำการปะแล้วไปต่อ ผ่านเมืองร้อยเอ็ด ถึงศาลหลักเมืองร้อยเอ็ดประมาณ 5 โมงเย็นซึ่งตั้งอยู่กลางบึงพลาญชัย สักการะเสร็จจึงพักเล่นรอพี่ชายโต้งมารับไปพักที่บ้านชายเมืองร้อยเอ็ด พอถึงที่พักก็ซักผ้า อาบน้ำแล้วกินข้าวพอดีวันนั้นลูกของพี่ชายโต้งคลอดพอดีเป็นผู้หญิงจึงพากันไปดูหน้าหลานที่ ร.พ.ร้อยเอ็ด จึงค่อยกลับมาพักผ่อน วันที่ 13 มีนาคม 51 ตื่นเช้าแล้วเดินทางต่อเข้าไป จ.ยโสธร ซึ่งผ่านอ.ธวัชบุรี อ.เสลภูมิแล้วเข้าสู่เขต อ.ยโสธรไปถึงยโสธรประมาณ 4 โมงเย็นจึงเข้าไหว้ศาลหลักเมืองและพระธาตุอานนท์ ซึ่งอยู่ที่วัดมหาธาตุ แล้วออกเดินทางต่อไปเพื่อไปพักที่บ้านของโต้ง ที่ อ.คำเขื่อนแก้ว บ.หนองเลิง ต.แคนซ้าย เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร เวลาก็เย็นแล้วจึงพักที่วัด สว่างอารมเมืองยโสธรโดยขออนุญาต เจ้าอาวาส แล้วจึงเข้าพักผ่อน วันที่ 14 มีนาคม 51 1โมงเช้าลาเจ้าอาวาสแล้วเดินทางเข้าสู่ อ.คำเขื่อนแก้วเวลา 3 โมงกว่าๆ จึงแวะกินข้าวที่อำเภอ แล้วจึงมุ่งหน้าเข้าสู่บ้านโต้ง ระยะทางอีก 9 กิโลเมตร จะถึงหมู่บ้าน ถึงบ้าน 4 โมงกว่า แล้วจึงพักผ่อนช่วงนี่ก็หยุดผักถึงวันที่ 16 มี.ค 51 แล้วจึงจะออกเดินทางไปสู่อำนาจเจริญในวันที่ 17 มี.ค 51 ช่วงที่อยู่บ้านโต้งก็ออกไปทุ่งนา ไปดูครอบครัวโต้งจับปลาในบ่อกลางนา ซึ่งชาวนาที่นี่จะขุดบ่อน้ำไว้ เวลาทำนาปลาจะมากับน้ำ พอเกี่ยวข้าวเสร็จ น้ำแห้งปลาจะไปอยู่ในบ่อ ชาวนาก้อจะจับมากิน หรือนำไปขาย ที่บ้านโต้งจะทำนาปลอดสารพิษ และข้าวจะขายได้ราคาดีมาก วันที่ 17 มีนาคม 51 ตื่นเช้าอาบน้ำอาบท่ากินข้าว ลาพ่อกับแม่แล้วไปลาตา ยาย น้าๆ ป้าๆ ลุงๆ และญาติๆก่อนเดินทาง ตากับยายก็ได้ผูกแขนอวยพรให้อยู่ดีมีสุขแคล้วคลาดปลอดภัย และญาติพี่น้อง น้าๆป้าๆ ลุงๆ ตายายได้ช่วยค่าเดินทางเป็นเงิน 750 บาทแล้วเข้าวัดกราบขอพรกับเจ้าอาวาสและพระลูกวัด พระท่านก็ได้ผูกข้อต่อแขนให้และช่วยค่าเดินทาง 460 และให้ขนมผลไม้ไว้กินตามทางเวลาหิว ออกจากวัดได้เข้าไหว้ศาลเจ้าปู่-ตา ของหมู่บ้านแล้วเดินทางต่อไปยัง อ.คำเขื่อนแก้ว แล้วเข้า อ.ป่าติ้ว ระหว่างทางมีพี่ผู้หญิงใจดีได้ช่วยค่าเดินทาง 100 บาทเข้าถึง อ.ป่าติ้ว เที่ยง จึงแวะกินข้าวที่ศาลา ข้างทางแล้วพักผ่อนบ่ายโมงครึ่ง ออกเดินทางต่อ เข้าสู่ศาลาหลักเมือง กราบไหว้แล้วจึงเดินทางต่อประมาณ 5 โมงเย็นจึงแวะเข้าพักที่วัดโคกสวาสดิ์ อ.เมืองอำนาจเจริญ ได้เข้าขออนุญาติเจ้าอาวาสและมีพระหลวงตาช่วยค่าเดินทาง 40 บาทแล้วเข้าพักผ่อน วันที่ 18 มีนาคม 51 ตอนเช้ากินข้าวที่วัด ลาหลวงตาแล้วเดินทางต่อไปยัง มุกดาหาร โดยผ่าน อ.เสนานิคม พอถึงเวลาเที่ยงจึงแวะกินข้าวอาหารตามสั่งแล้วเข้าพักผ่อนนอนหลบแดดที่วัดใกล้ ๆร้านค้า บ่ายโมงครึ่งจึงเดินทางต่อผ่านเข้า อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร แล้วเข้าสู่ อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร มีพี่สาวใจดีขายข้าวโพดต้มได้ให้ข้าวโพดต้มไว้กิน 10ฝัก พอใกล้ถึงตัว จ.มุดาหาร มีพี่ผู้หญิงได้ซื้อขนมน้ำและ m.150 ให้และเงิน 100 บาทเวลาประมาณ 4 โมงกว่าๆจึงแวะเข้าพักที่วัด ชาญเมือง ซึ่งได้ขออนุญาติท่านเจ้าอาวาสแล้วเข้าพักผ่อนหาซื้อข้าวมากินแล้วพักนอน วันที่ 19 มีนาคม 51 ตอนเช้ามีแม่ชีให้ข้าวมากินพร้อมกับ ซึ่งมีปลาทอดไข่ดาวไว้ให้กินตอนเช้า แล้วจึงลาเจ้าอาวาส แล้วเข้ากราบศาลหลักเมือง และแวะเที่ยวที่ตลาดอินโดจีนเวลา 5 โมงเช้าไปขึ้นรถที่ท่ารถเพื่อเดินทางย้อนกลับมาลง จ.อำนาจเจริญ พอถึง อำนาจเจริญมีพี่ผู้ชายซื้อน้ำให้ 2 ขวด เวลาก็เที่ยงแล้วจึงแวะกินข้าว แม่ค้าใจดีไม่คิดตัง จากนั้นเดินทางต่อไปยังอุบลราชธานี โดยปั่นไปทาง อ.ม่วง30 ใกล้ถึง ม่วง30 มีป้า 2 คนได้จอดรถดักหน้าแล้วช่วยค่าเดินทาง 200 บาท เวลาเย็นพอสมควรแล้วจึงเข้าไปอนุญาติเจ้าอาวาสแล้วพักผ่อน ซักผ้า อาบน้ำ กินข้าว เข้านอน วันที่ 20 มีนาคม 51 2โมงเช้าลาเจ้าอาวาสแล้วแวะซื้อข้าวเหนียวหมูย่าง มียายใจดีให้ขนม 3 ห่อ แล้วออกเดินทางมุ่งสู่อุบล เดินทางออกจากม่วง30 ได้ไกลพอสมควรมีพี่ผู้หญิง จอดรถดักหน้าแล้วพี่เขาบอกว่าจะเลี้ยงอาหารมือเที่ยงโดยพี่เขามีร้านอยู่ตรงข้าม บิ๊กชีอุบลแล้วพี่เขาล่วงหน้าไปรอที่ร้าน แล้วเราก็ปั่นต่อไปจนถึงร้านพี่เขาพี่เขาชื่อพี่เหน่ง พอถึงร้านพี่หาข้าวให้กิน มีข้าวมันไก่ ก๋วยเตียว และเครื่องดื่มจนอิ่มท้องและมีพี่สาวซึ่งเป็นญาติกับพี่เหน่งช่วยค่าเดินทาง 500 บาท จากนั่นก็ลาพี่เหน่ง แล้วเดินทางเข้ากราบสักการะศาลหลักเมือง ซึ่งอยู่ทุ่งศรีเมือง เสร็จจากการสักการะจึงนั่งพักผ่อน อยู่ทุ่งศรีเมือง พอบ่ายโมงครึ่ง เดินทางมุ่งหน้าไปศรีษะเกษ ซึ่งผ่าน อ.วารินชำราบไปเรื่อยๆจนถึง5โมงเย็น จึงเข้าพักที่วัดโนนผึ้ง อ.กันทรารมฌ์ ศรีษะเกษ ซึ่งเจ้าอาวาสไม่อยู่ไปกิจนิมนต์กันหมด แต่ได้เจอครูสอนเด็กอนุบาลก่อนวัยเรียนที่วัดบอกว่าพักได้ก็เลยเข้าพัก อาบน้ำกินข้าวและพักผ่อน 21 มีนาคม 51 ตอนเช้า 6 โมงครึ่งมีชาวบ้านเรียกไปกินข้าวเพราะพระไม่ได้กลับวัด ชาวบ้านก็นึกว่าพระมาแล้วจึงนำข้าวใส่ปิ่นโตมาถวายเช้าก็เลยได้กินแทนพระเสียเลยแต่เช้าจากนั้นเดินทางต่อไปผ่าน อ.กันทรารมณ์ เวลาประมาณเกือบ 3 โมงเช้าใกล้จะถึง จ.ศรีษะเกษ อีก 9 กิโลเมตร ได้มองดูที่สูบรถจักรยานซึ่งอยู่ตรงเฟรม ปรากฏว่าไม่มี คิดว่าตกอยู่ที่วัดเพราะจักรยานล้มแต่ไม่ได้สังเกตดูสูบจักรยาน โต้งจึงปั่นจักรยานย้อนกลับมา 21 กิโลเมตร พอถึงวัดก็เห็นอยู่ตรงจักรยานล้มจริงๆแล้วโต้จึงปั่นกลับได้มา โต้งได้แวะซื้อวุ้นมะพร้าวที่ข้างทาง ป้าใจดีซื้อ1ลูกแถม2ลูกพร้อมน้ำเปล่า 2 ขวดเงินอีก 100 บาทแล้วเดินทางเข้าศรีษะเกษถึงเวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ จึงเข้าสักการะหลักเมือง เสร็จแล้วเดินทางต่อมุ่งหน้าเข้าสุรินทร์เวลาบ่าย3โมงกว่าฝนตกลงมาหนักจึงแวะเข้าพักศาลาริมทางพอฝนหยุดจึงเดินทางต่อเข้าไปยังหมู่บ้าน ส้มป่อย ได้แวะซื้อข้าวเย็น และขอพักที่วัดส้มป่อย วันที่ 22 มีนาคม 2551 ตอนเช้าลาหลวงตาออกเดินทาง พอถึงอุทุมพรแวะซื้อข้าวเช้าและแวะกินข้างทาง จากนั้นจึงผ่านเข้า อ.ห้วยทับทัน พอถึงอำเภอมีพี่ผู้หญิงได้นำน้ำขวดใหญ่มาให้และน้องผู้ชายให้สปอนเซอร์ 2 กระป๋อง แล้วเข้าสู่ อ.สำโรงทาบ สุรินทร์และศรีขรภูมิ ซึ่งได้แวะกินข้าวเที่ยงที่เขต อ.ศรีขรภูมิแล้วพักผ่อน มาถึงแถวๆนี้แล้วจะเริ่มได้ยินสำเนียงภาษาเขมรปนไทย ซึ่งชาวบ้านแถวนี้ส่วนใหญ่จะพูดภาษาเขมรปนไทยกัน ทำให้ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องว่าพูดอะไรกัน จนนึกว่าอยู่ต่างประเทศซะอีก หายเหนื่อยแล้วจึงเดินทางต่อผ่านเข้า อ.เมืองสุรินทร์ อีกสัก 7 กิโลเมตรก็จะถึงศาลหลักเมืองจังหวัดสุรินทร์แล้ว แต่ว่า 5 โมงเย็นแล้วจึงได้หาซื้อข้าวเย็น และหาวัดพัก เจอวัดชื่อโพธิราชสามัคคีจึงได้ขออนุญาตเจ้าอาวาส แล้วอาบน้ำกินข้าว และพักผ่อน วันที่ 23 มีนาคม 2551 ตื่นเช้ากินข้าวที่วัด 1 มื้อ และห่อพกไปกินเที่ยงด้วย เจ้าอาวาสได้มอบพระเครื่องให้คนละ 1 องค์ จากนั้นจึงกราบลาเข้าสุรินทร์ ออกจากวัดมาได้สักพัก มีพี่ผู้ชายได้มอบเงินช่วยค่าใช้จ่าย 200 บาท ถึงสุรินทร์จึงหาศาลหลักเมืองกราบสักการะเรียบร้อยแล้วจึงได้ออกเดินทางต่อ เพื่อที่จะไปบุรีรัมย์ ออกจากสุรินทร์ได้สักพักจักรยานยางรั่วจึงหยุดปะยาง จากนั้นเดินทางเข้าผ่านเข้าเขต อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ถึงเวลาเที่ยงจึงแวะข้างทางใต้ต้นไม้ พักกินข้าวเที่ยงที่ได้มาจากวัดและนอนพักผ่อนเอาแรง พอบ่ายโมงจึงเดินทางต่อ ออกเดินทางได้สักพักเกิดลมมาอย่างแรง จึงพักที่ศาลาริมทางเพราะเหมือนว่าฝนจะตก แต่ไม่ตกมีแต่ลมอย่างเดียว จึงเดินทางต่อฝ่าสายลมไป เส้นทางที่ผ่านจะมีแต่ทุ่งนา จนถึงบุรีรัมย์ถึงเวลา 4 โมงเย็นกว่า ๆ ศาลหลักเมืองที่นี่กำลังก่อสร้างใหม่ เป็นหินทรายขนาดใหญ่สวยงามคล้ายกับประสาทนครวัดแต่ยังสร้างไม่เสร็จยังมีสังกะสีทำรั่วล้อมไว้ จึงหาทางมุดแอบเข้าไป กราบสักการะศาลหลักเมือง จากนั้นจึงออกมาซื้อข้าวไว้กินเพราะใกล้ค่ำแล้ว จึงหาวัดพักแถวนอกเมืองชื่อวัดสว่างอารมณ์ วันที่ 24 มีนาคม 2551 7 โมงเช้า ตื่นนอนอาบน้ำทำธุระเรียบร้อย จึงลาเจ้าอาวาสเดินทางต่อไปโคราช โดยผ่าน อ.ห้วยแถลง ถึง อ.จักราช เที่ยงพอดีจึงแวะหาข้าวเที่ยงกิน และเดินทางต่อ แต่ว่าหลงทางเพราะว่าดูป้ายผิด หลงไปไกลมากสัก 10 กว่ากิโลเมตร ต้องย้อนกลับมาทางเดิม เริ่มเย็นแล้วแต่หาวัดข้างทางไม่มี จึงเดินทางไปเรื่อยๆ จนเข้า อ.เฉลิมพระเกียรติ 6 โมง กว่าจึงแวะหาซื้อของกินที่ตลาด และหาวัดพัก ไปวัดแรกเจ้าอาวาสไม่ให้พักเพราะกลัวจะมีปัญหา จึงไปหาวัดถัดไปชื่อวัดป่าคีรีวัน และขอพักเจ้าอาวาสให้นอนกุฏิว่าง จากนั้นจึงอาบน้ำกินข้าวแล้วนอนพักผ่อน 25 มีนาคม 2551 ลาเจ้าอาวาสแล้วเดินทางเข้าจังหวัดโคราช ซึ่งเหลือระยะทาง 20 กิโลเมตร กว่า ๆ พอไปใกล้ถึงโคราชสัก 1 กิโลเมตรกว่า ๆ ได้เห็นป้ายหอศิลป์ของอาจารย์ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ จึงแวะเข้าไปเพื่อจะดูงานของท่าน ซึ่งเข้าไปก้อไม่ผิดหวังเพราะว่าอาจารย์อยู่บ้านกำลังทำงานพอดี อาจารย์จึงได้มาเปิดหอศิลป์ให้เข้าไปชม และยังได้คอยอธิบายงานให้ฟังถึงแนวคิดของงานแต่ละชิ้นที่อาจารย์ได้ทำ ซึ่งอาจารย์เป็นคนแก่ที่ใจดีไม่ถือตัว นั่งคุยกับอาจารย์จนเที่ยงจึงได้ลาอาจารย์เดินทางเข้าตัวเมืองโคราชซึ่งพอดีกับที่โคราชกำลังมีงานประจำปีพอดี จากนั้นจึงได้สักการะศาลหลักเมือง และได้แวะกราบสักการะย่าโมด้วย นั้นจึงได้เดินทางไปหาพี่ตู่ พี่ๆที่รู้จักกันซึ่งมาขายของที่โคราช แต่ว่ายังไม่ได้ออกมาขายของ จึงได้แวะหาห้องพักรายวันใกล้ๆ เซฟวันแหล่งขายของกลางคืนของโคราชที่ใหญ่และนิยมมากๆสำหรับคนชอบซื้อของเก่าหรือชอบช๊อปตอนกลางคืน พอได้ห้องพักจึงพักผ่อน และสักผ้า พอเย็นๆจึงออกไปหาข้าวกินที่ตลาดเซฟวัน ซึ่งมื้อนี้พี่ตู่เป็นคนเลี้ยง เพราะพี่ตู่มาขายของที่นี่ ก็พวกรองเท้าวัยรุ่นของสาวๆ ซึ่งคนจะเยอะมากเพราะของที่นี่ราคาถูกและมีทั้งมือ 1 มือ 2 จากนั้นจึงได้เดินเที่ยวซื้อของ ได้หนังสือศิลปะหลายเล่มหมดเงินไปร่วมพันกว่าบาท แต่ว่าไม่ได้พกไปด้วยฝากพี่ตู่ไว้ เดินทางเสร็จเมื่อไรจะกลับมาเอา เดินเล่นสัก 2 ทุ่มกว่าจึงกลับห้องนอนพักผ่อนเพื่อเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้ วันที่ 26 มีนาคม 2551 ออกเดินทางจากโคราชเพื่อมุ่งสู่จังหวัดชัยภูมิ โดยผ่านเข้าทาง อ.จอหอ ไปยัง อ.โนนไทย ผ่านโนนไทยไปสัก 3 กิโลเมตรจึงแวะร้านข้างทางกินข้าว บ่ายโมงจึงออกเดินทางต่อ ประมาณบ่าย 2 โมงกว่า ๆ ฝนทำท่าจะตก และก็ตกลงมาจริงๆจึงแวะพักศาลา กิ่ง อ.พระทองคำ ฝนตกนาน 1 ชั่วโมงจึงหยุด พอฝนหยุดจึงแวะซื้อข้าวไว้กินเย็น ซื้อกับข้าวที่ตลาด และแวะซื้อข้าวที่ร้านอาหารตามสั่ง พี่เจ้าของร้านให้น้ำมา 2 ขวด จากนั้นจึงแวะพักที่วัดปะคำ วันที่ 27 มีนาคม 2551 ลาเจ้าอาวาสออกเดินทางตั้งแต่ 7 โมงเช้า แวะกินข้าวเช้าร้านขางทาง ผ่านเข้า ต.หนองบัวโคก อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ เรื่อยไปถึง อ.จตุรัส เที่ยงพอดีจึงแวะกินข้าวเที่ยง บ่ายโมงกว่าจึงออกเดินทาง ก่อนเข้า จ.ชัยภูมิสัก 3 กิโลเมตร รถจักรยานยางรั่วอีกจึงแวะปั้มข้างทางเพื่อปะยาง ถึงจังหวัดชัยภูมิบ่าย 3 โมง แวะกราบสักการะอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล และไปกราบสักการะศาลหลักเมืองต่อ ซึ่งก่อนถึงศาลหลักเมืองยางรถจักรยานรั่วอีกจึงแวะปะที่โรงเรียนและมีอาจารย์ที่เข้าเวรได้มาพูดคุยด้วยและได้ชวนให้พักที่โรงเรียนแต่ว่าจะไปนอนที่บ้านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส หลังจากไปกราบศาลหลักเมืองเรียบร้อยแล้วจึงไปหาบ้านอาจารย์สมาน ซึ่งอาจารย์ได้สร้างห้องสมุดและศิลปะไว้ และ ที่บ้านอาจารย์มีพี่สาวของอาจารย์อยู่คนเดียว อาจารย์ได้โทรบอกให้พักที่บ้านรับรองของอาจารย์ที่หอศิลป์ และกำลังจะตกแต่งสวนมีคนงานมาจัดสวนหลายคน ซึ่งตอนเย็นพี่สาวอาจารย์ได้ทำกับข้าวมาให้กิน และคนงานที่มาทำสวนได้ออกไปซื้อกับข้าวมาเลี้ยงอีกหลายอย่าง จากนั้นจึงได้สักผ้าและนั่งเล่นฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พร้อมกับมีลูกเห็บตกลงมาด้วย ฝนตกอยู่นานทำให้คืนนั้นนอนหลับเย็นสบาย วันที่ 28 มีนาคม 2551 กินข้าวเช้าที่พี่สาวอาจารย์และพี่ๆคนงานจัดสวนเอามาให้ จากนั้นจึงลาเดินทางต่อโดยวันนี้ไปขึ้นรถประจำทางที่ท่ารถย้อนไปจังหวัดลพบุรี เพื่อที่จะไปซื้ออะไหล่รถจักรยานเพราะว่าเหลือน้อยและกลัวว่าจะหาซื้อลำบาก นั่งรถไปลงที่ อ.รำนารายและต่อรถไปลพบุรี ถึงลพบุรีประมาณบ่ายกว่าๆ จึงแวะกินข้าว แล้วเดินทางไปร้านขายอะไหล่ ร้าน ช.พานิชย์ และได้ซื้อยางใน 3 เส้น ตัวปะ ที่สูบลม น้ำมันหล่อลื่น รวมประมาณ 400 บาท จากนั้นจึงให้ช่างที่ร้านช่วยคว้านรูจุ๊บยางล้อจักรยานของโต้งให้ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะได้ใส่ยางตัวอื่นที่หัวจุ๊บใหญ่ได้ เพราะรูเดิมใช้สำหรับจุ๊บเล็ก และเจ๊เจ้าของร้าน ช.พานิชย์มอบเงินให้ 500 บาท จากนั้นได้ให้ร้านทำป้ายทะเบียน ช่วยยิงดีเบสซ่อมข้างรถวินแชร์เพราะจะหลุด ทางร้านไม่คิดเงินแถมมอบเงินให้ 40 บาท จากนั้นได้เดินทางไปบ้านพี่แดงรุ่นพี่แผนกสีน้ำมันซึ่งอยู่ห่างจากลพบุรีไปทางอ่างทองประมาณ 10 กิโลเมตร เพื่อไปเยี่ยมพี่แดงและไปพักที่นั่น 1 คืน พี่แดงอยู่กับแม่ 2 คน ที่บ้านริมน้ำ วันที่ 29 มีนาคม 2551 ออกเดินทางจากลพบุรีไป จ.สระบุรี ผ่าน อ.พุทธบาท อ.เฉลิมพระเกียรติ ถึง อ.เฉลิมพระเกียรติได้พักกินข้าวเที่ยง และพักผ่อน บ่ายโมงกว่าจึงออกเดินทางต่อเข้าสระบุรีซึ่งไม่ไกลประมาณ 7 กิโลเมตร ถึงศาลหลักเมืองจึงเข้าสักการะ แล้วเดินทางต่อไป จ.นาครนายก ออกจากศาลหลักเมืองสักพักมีป้าและลูกชายที่เจอที่ศาลหลักเมืองขับรถมาดักรอและได้นำน้ำที่ซื้อมาและเงิน 200 บาท มอบให้ เดินทางต่อเข้า อ.หนองแคแล้วเลี้ยวซ้ายตรงหมู่บ้านหินกรองเข้า อ.วิหารแดง ถึงวิหารแดงแวะซื้อข้าวแล้วเดินทางต่อไปอีกสัก 3 กิโลจึงเจอวัดแต่เจ้าอาวาสไม่อนุญาต จึงเดินทางต่อไปได้สักพักเจอวัดโพธ์แก้ว จึงเข้าไปขออนุญาติเจ้าอาวาสให้นอนที่โรงลิเก จึงรีบกินข้าวแล้วอาบน้ำนอนเพราะว่าโรงลิเกไม่มีไฟ วันที่ 30 มีนาคม 2551 ลาเจ้าอาวาสแล้วเดินทางต่อและแวะกินข้าวเช้าร้านข้างทาง เจ้าของร้านได้มอบน้ำให้ 2 ขวด และน้ำส้มขวดใหญ่ 1 ขวด จึงเดินทางต่อผ่าน อ.บ้านนา แล้วเข้าถึง จ.นครนายกเข้าไปไหว้กราบศาลหลักเมือง เรียบร้อยแล้วจึงเดินทางต่อไป จ.ปราจีนบุรี ซึ่งห่างจากนครนายกเพียงแค่ 30 กิโลเมตรกว่าๆเท่านั้นเอง ถึงปราจีนบุรี ประมาณเที่ยงกว่า ๆ กราบศาลหลักเมืองแล้วจึงแวะหากินข้าวเที่ยงและพักผ่อน บ่ายกว่าจึงเดินทางต่อเข้า อ.จันตะคาม อ.กบินบุรี และพักที่วัดหนองหอย ซึ่งเลย อ.กบินบุรีไปสัก 5 กิโลเมตร วันที่ 31 มีนาคม 2551 หลวงตาให้รอกินข้าวเช้าก่อนแล้วจึงค่อยออกเดินทาง กินอิ่มแล้วจึงลาหลวงตาเดินทางไป จ.สระแก้ว ซึ่งระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ถึง จ.สระแก้วประมาณเที่ยงกว่าๆ จึงกราบสักการะศาลหลักเมือง แล้วหาข้าวกิน และพักผ่อนศาลาริมทาง บ่ายจึงออกเดินทางไป จ.จันทบุรี ผ่าน อ.วังน้ำเย็น เวลา 5 โมงกว่าๆจึงขอพักที่วัดศรีทรัพย์เจริญที่ตัวอำเภอท่านอนุญาตจึงเข้าพักผ่อน วันที่ 1 เมษายน 2551 ออกเดินทาง 7 โมงกว่า ลาเจ้าอาวาสแล้วเดินทางเข้า อำเภอวังสมบูรณ์ แวะกินข้าวเช้าร้านค้าข้างทาง เจ้าของร้านใจดีไม่คิดเงิน พอเดินทางถึงวัดเขาแหลม วัดที่หลวงปู่กาหลงอยู่ จึงตั้งใจว่าจะเข้าไปกราบหลวงปู่ แต่ว่าหลวงปู่ไม่อยู่ จึงกราบไหว้สิ่งสักสิทธ์ในวัดแทน และได้ไปดูพระเครื่องของวัด มีป้าเฝ้าแผงพระอยู่ ป้าได้มอบผลไม้มาให้กินและให้พระเครื่องคนละองค์ เป็นเหรียญปู่กาหลงได้เวลาเที่ยงจึงได้ออกเดินทางต่อ และแวะกินข้าวเที่ยงและแวะพักผ่อนศาลาข้างทาง บ่ายโมงกว่าจึงเดินทางต่อเข้าเขต จ.จันทบุรี เส้นทางขึ้นเขาลงเขาการเดินทางจึงเป็นไปช้า และบางช่วงเป็นทางลงเขาที่ชันมากๆอีกจุดหนึ่ง และฝนก้อตกหนักเป็นระยะ ต้องหยุดคอยหลบ และพอถึง อ.สอยดาวจึงแวะซื้อข้าวและเข้าพักห้องเช่ารายวัน เพราะว่าแถวนี้ไม่มีวัดเลย วันที่ 2 เมษายน 2551 เช้ามาจึงเดินทางต่อไปยัง จ.จันทบุรี แวะกินข้าวข้างทาง เข้าสู่ อ.โป่งน้ำร้อน พอถึงเขตอำเภอ มีแม่ค้าขายผลไม้ข้างทาง 2 คน ได้ให้มะไฟถุงใหญ่ไว้กิน 2 ถุงเดินทางถึงจันทบุรีจึงเข้าไปกราบไหว้ศาลหลักเมือง จากนั่นจึงเดินทางต่อไปจังหวัดตราด เดินทางได้สัก 6 โมงเย็นจึงเจอวัดตะปอนใหญ่ได้ขอพัก วันที่ 3 เมษายน 2551 ได้กราบลาเจ้าอาวาส ท่านได้มอบพระเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อเพชร เจ้าอาวาสองเดิมเป็นพระรุ่นเดียวกับหลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง คนละองค์ จากนั้นจึงเดินทางต่อเข้า อ.ขลุง ห่างจากวัด 2 กิโล แวะทานข้าวเช้า มีผู้ชายใจดีจ่ายค่าข้าวให้ ถึงจังหวัดตราดเวลาเที่ยงกว่าๆ จึงได้ไปกราบศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน และต่อไปกราบศาลหลักเมือง จากนั้นจึงได้เดินทางย้อนออกมาที่ท่ารถเพื่อนั่งรถย้อนมาที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อเดินทางไประยองต่อ ถึงจันทบุรี บ่าย 2โมง พี่คนขับรถได้มอบขนมพร้อมน้ำดื่มมาให้ 1 แพคใหญ่และมีพี่ผู้ชายได้มอบเงินให้ 100 บาท จากนั้นจึงได้ปั่นเดินทางมุ่งหน้าไประยองต่อ เดินทางมาจากจันทบุรีได้ประมาณ 10 กิโลจึงหาพักวัดเจอวัดบ้านสิ้ว วันที่ 4 เมษายน 2551 เช้านี้กินข้าวที่วัด พร้อมห่อไปกินมื้อเที่ยงด้วย จากนั้นจึงกราบลาเจ้าอาวาส พอออกจากวัดผ่านร้านค้าแม่ค้าได้ให้น้ำดื่ม 2 ขวด คาราวแดง 2 ขวดพร้อมเงินอีก 50 บาท จากนั้นจึงมุ่งหน้าไป อ.นายายอาม ถึงที่นั่นมีพี่ชายใจดีมอบเงินให้ 100 บาท และพ่อค้าขายของข้างทางให้อีก 20 บาท พอเที่ยงจึงแวะพักศาลาริมทางพักกินข้าวที่ห่อมาจากวัด พอบ่ายโมงจึงออกเดินทางต่อ จน 5 โมงเย็นจึงขอพักที่วัดตะพงนอก ซึ่งห่างจากตัวจังหวัดระยองไม่ไกลแล้ว อีกประมาณ 5 กิโลเมตร วันที่ 5 เมษายน 2551 เดินทางออกจากวัด หาข้าวเช้ากิน แล้วเดินทางไปไหว้ศาลหลักเมือง เมื่อกราบขอพรเสร็จจึงเดินทางมุ่งไป จ.ชลบุรี พอเที่ยงจึงแวะกินข้าว และหาศาลาพักริมทาง พอบ่ายจะเริ่มออกเดินทางต่อ ฝนเริ่มตกหนักเกือบครึ่งชั่วโมง พอฝนหยุดตกจึงเดินทางต่อมุ่งเข้าสู่พัทยา ซึ่งห่างอีก 25 กิโลเมตร มีพี่ชาย 2 คน ขับรถผ่านมาและจอดแวะทักว่าจะไปไหนจึงบอกว่าจะเข้าพัทยา เพราะว่าจะไปแวะพักกับรุ่นพี่ที่เรียนมาจากศูนย์ศิลป์และมาทำงานวาดภาพที่พัทยา พี่เขาก้อจะไปพัทยาจึงขออาสาขับรถไปส่ง จึงนั่งรถให้พี่เขามาส่งที่ รร.อาชีวพระมหาไถ่ ซึ่งเคยมาเรียนคอมที่นี่หลายปี และแวะทักทายพูดคุยกับอาจารย์เพื่อนๆที่คุ้นเคย ประมาณ 5 โมงเย็นจึงปั่นต่อไปพัทยาใต้เพื่อไปหารุ่นพี่ และเจ้าของร้านที่รุ่นพี่ทำงานอยู่ได้ให้เงินมา 100 บาท จากนั้นจึงหาซื้อกับข้าวแล้วไปห้องพัก วันที่ 6 เมษายน 2551 เดินทางจากห้องพัก 7 โมงเช้า เพื่อไปมหาไถ่ เพราะทางอาจารย์ได้นัดให้ไปทำข่าวกับเคเบิลท้องถิ่น แต่เนื่องจากฝนตกหนักทีมงานไม่ได้มา ทางอาจารย์จึงถ่ายภาพและส่งไปให้สำนักข่าว จากนั้นจึงกินข้าวและรอให้ฝนหยุดตก ประมาณ 4 โมงเช้าจึงได้ออกเดินทางจากมหาไถ่ไปชลบุรีต่อ ผ่านไปทางอ่าวอุดม พอถึงหนองมน ฝนตกหนักอีก จึงได้หลบฝน พอฝนหยุดตกจึงเดินทางต่อ ถึงชลบุรี 5 โมงเย็นกว่า จึงไปหาศาลหลักเมือง และโต้งได้นัดพบน้องชายที่มาทำงานที่ชลบุรี ที่ชายทะเลซึ่งอยู่จากศาลไม่ไกลจึงไปพบน้องโต้งและพูดคุยกัน พอแยกย้ายน้องชายโต้งได้ให้เงินมา 1000 บาท จึงออกเดินทางจากชลบุรีเพื่อไป ฉะเชิงเทรา แต่ว่าเริ่มมืดแล้วจึงหาวัดพัก เจอวัดชื่อโพราษฎ์สามัคคี วันที่ 7 เมษายน 2551 กราบลาเจ้าอาวาส พร้อมกับได้อาหารเช้ามา 1 ถุงใหญ่ จากนั้นจึงเดินทางเข้าฉะเชิงเทรา ผ่าน อ.ผนัสนิคม ถึงฉะเชิงเทราประมาณเที่ยงจึงแวะพักกินข้าว และเข้ากราบศาลหลักเมือง จากนั้นจึงไปกราบหลวงพ่อโสธรต่อ พอออกจากวัดได้สักพักไม่ไกลนัก เหมือนกับโลกมันกลมจริงๆ ได้เจอกับลุงวัลลภ ซึ่งเคยมาเรียนที่ศูนย์กำลังเรียนแผนกเดียวกัน ซึ่งลุงกำลังจะมาไหว้หลวงพ่อเหมือนกัน จึงได้แวะพูดคุยกันลุงเลี้ยงน้ำและให้เงินมา 100 บาท บ่ายโมงครึ่งจึงเดินทางไป จ.สมุทรปราการ เวลาประมาณ 5 โมงได้ขอพักวัดจันทราราม ซึ่งไม่ไกล สมุทรปราการมากนัก วันที่ 8 เมษายน 2551 ออกเดินทางแต่เช้า ถึงสมุทรปราการประมาณ 4 โมงเช้า จึงแวะศูนย์ฟื้นฟูสภาพกาชาดไทย สวางคนิวาส ซึ่งอยู่เส้นทางก่อนเข้าสมุทรปราการพอดี ศูนย์นี้เคยมาพักรักษาตัวเมื่อตอนโดนไฟช๊อต และมารักษาตัวตั้ง หลายปี และได้ไปหาพี่เปียและพี่คนอื่นๆที่รู้จัก จนเที่ยงจึงกินข้าวเที่ยง และอยู่คุยกับพี่เปียจนบ่าย 2 จึงลาออกเดินทางต่อ พี่เปียได้ให้เงินมา 200 บาท จากนั้นจึงเดินทางเข้าไปกราบศาลหลักเมือง เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางต่อเพื่อไป จ.สมุทรสาคร ซึ่งได้เดินทางไปที่โป๊ะแถวสำโรงเพื่อข้ามฝากไปอีกฝั่ง ผ่านเข้าไปทางบางขุนเทียน และตอนเย็นได้ขอพักที่วัดพรมรังสี วันที่ 9 เมษายน 2551 ได้เดินทางต่อไปเข้าเมืองสมุทรสาครซึ่งห่างจากวัดที่พักเพียงแค่ 15 กิโลเมตร ตลอดระยะเส้นทางที่ผ่าน จะเจอแต่นาเกลือ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นนาเกลือ บางนากำลังพักดิน บางแห่งกำลังเก็บเกลือ แต่ที่เห็นคือจะมีถุงเกลือวางขายตลอด 2 ข้างทาง ถึงสมุทรสาคร 3 โมงเช้า กราบศาลหลักเมืองแล้วจึงเดินทางต่อไปสมุทรสงคราม ถึงสมุทรสงครามประมาณเที่ยงเพราะว่าอยู่ไม่ไกลกันนักกับสมุทรสาคร กราบศาลหลักเมืองแล้วจึงเดินทางต่อไปยังนครปฐม ถึงนครปฐม เกือบ 6 โมงเย็นเพราะหลงทางด้วยคือมีคนบอกทางผิดน่ะ และได้ไปกราบศาลหลักเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตสนามจันทร์ เป็นศาลหลักเมืองที่มีขนาดเล็กมาก ใหญ่กว่าศาลพระภูมินิดเดียวตอนแรกยังเข้าใจว่าเป็นศาลพระภูมิ แต่เมื่อสอบถามแล้วจึงรู้ว่าเป็นศาลหลักเมือง เมื่อกราบขอพรเรียบร้อยแล้วจึงออกเดินทางต่อเพื่อไปสุพรรณ และเนื่องจากว่ามืดแล้วจึงพยายามหาวัดที่จะพัก และได้พักที่วัดตะกูซึ่งออกมาไม่ไกลมากนัก วันที่ 10 เมษายน 2551 กราบลาเจ้าอาวาส แล้วจึงเริ่มออกเดินทางต่อ 7 โมงครึ่ง ไปยังเส้นทาง จ.สุพรรณ ซึ่งมีระยะทาง 102 กิโลเมตร โดยผ่านเขต อ.สองพี่น้อง และ อ.อู่ทอง เดินทางจน 5 โมงเย็น ได้ขอพักที่วัดอู่ยา อ.เมือง สุพรรณ ซึ่งห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 8 กิโลเมตร วันที่ 11 เมษายน 2551 เช้าวันนี้เป็นวันพระมีชาวบ้านมาทำบุญ หลวงพ่อให้รอกินข้าวเช้าก่อน หลังจากกินข้าวแล้ว ได้มี ยาย ๆ ป้า ๆ ลุงๆ ได้ให้เงิน รวม 120 บาท จากนั้นจึงได้เริ่มเดินทางต่อไปยังศาลหลักเมือง ซึ่งที่นั้นกำลังสร้างมังกรยัก และเพิ่งจะโดนไฟเผาไปไม่นาน หลักจากกราบขอพรศาลหลักเมืองแล้ว ได้รอน้องซึ่งเป็นรุ่นน้องที่เรียนแผนกเดียวกัน และเป็นคนสุพรรณ หลังจากที่พบปะพูดคุยกันแล้วจึงได้เริ่มออกเดินทางต่อเพื่อไป จ.กาญจนบุรี ซึ่งต้องย้อนกลับไปทาง อ.อู่ทอง เพื่อจะไปเข้าทาง อ.พนมทวน ถึง อ.อู่ทองก็เที่ยงพอดีจึงแวะกินข้าว จากนั้นบ่ายโมงจึงเดินทางต่อ ถึง อ.พนมทวนก็เย็นพอดีจึงแวะหาซื้อข้าวเย็น และได้มีพี่ชายใจดีมอบเงินให้ 40 บาท พอซื้อข้าวเสร็จป้าเจ้าของร้านให้น้ำอีก 1 ขวด จากนั้นจึงเข้าวัดขอพักและกินข้าวอาบน้ำนอน วันที่ 12 เมษายน 2551 เดินทางออกจากวัด 7 โมงกว่า มุ่งเข้าเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเหลือระยะทางอีก 18 กิโลเมตร ถึงเมืองกาญประมาณ 3 โมงเช้า กราบสักการะศาลหลักเมืองเรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางต่อไป จ.ราชบุรี ผ่านเข้า อ.ท่ามะกา อ.บ้านโป่ง อ.โพธาราม ถึงโพธารามเย็นพอดี จึงซื้อข้าวเย็นและขอพักที่วัดโพธ์ไพโรจน์ ตอนผ่านเข้าบ้านโป่งมีพี่ชายได้มอบเงินให้ 20 บาท สปอนเซอร์ 2 ขวด น้ำขวดใหญ 1 ขวด วันที่ 13 เมษายน 2551 ตอนเช้าหลวงตาได้ให้ข้าวไว้กิน และได้เดินทางต่อเข้าราชบุรีซึ่งอยู่ห่างอีกแค่ 16 กิโลเมตร ถึงราชบุรีตอน 4 โมงเช้า เข้าไหว้กราบสักการะ และได้มีป้าให้เงินมา 100 บาท (ช่วงนี้สงกานต์พอดีจึงต้องระวังรถเป็นพิเศษเพราะจะมีคนขับรถเล่นน้ำกันมาก)จากนั้นจึงเดินทางไปเมืองเพชรต่อ ผ่านเข้า อ.เขาย้อย ออกจากจังหวัดราชบุรีได้ไม่ไกล มีลุงกับลูกชายได้ขับรถมาคอยรออยู่ ซึ่งลุงได้นำขนม น้ำดื่ม และเงิน 300 บาทมอบให้ ถึงเมืองเพชร 4 โมงเย็นกว่า ๆ จึงรีบกราบขอพร และออกเดินทางต่อไปประจวบ และได้แวะขอพักที่วัดถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ติดกับเขาวัง มีหลวงตาได้นำข้าวและขนมมาให้กิน วันที่ 14 เมษายน 2551 เช้าลาเจ้าอาวาสแล้วเดินทางต่อ ได้แวะกินข้าวราดแกงเมืองเพชร จากนั้นจึงเดินทางต่อ ผ่านเข้า อ.ท่ายาง ผ่านเขตชะอำ และเขตหัวหิน แต่ไม่ได้แวะเที่ยวชม เข้า อ.ปราณบุรี 4 โมงกว่า จึงเดินทางต่ออีกสักพักและแวะพักที่วัดหนองตาแต้ม วันที่ 15 เมษายน 2551 เดินทางออกจากวัดตอน 7 โมงครึ่ง กินข้าวหน้าวัดแล้วเดินทางต่อ แม่ค้าได้ให้น้ำดื่มมา 2 ขวด ถึง ประจวบ เย็นพอดี จึงได้สักการะขอพรศาลหลักเมือง มีแม่ค้าน้ำดื่มสมุนไพร ให้น้ำใบบัวบกดื่ม 2 ถุง แม่ค้าขายปลาหมึกเชื่อม ให้ปลาหมึก 1 ถุง พี่ผู้ชายให้ไอครีม 2 แท่ง จากนั้นจึงขอพักที่วัดธรรมิการามใกล้ๆกับเขาช่องกระจกซึ่งกำลังมีงานประจำปีพอดี ตอนกลางคืนจึงออกมาดูหนังตลุง วันที่ 16 เมษายน 2551 ออกเดินทางต่อจนถึง อ.กรุยบุรี พักกินข้าวเที่ยงและพักผ่อน พอบ่ายจึงเดินทางต่อจนเย็นแวะพักที่วัดโป่งโก อ.บางสะพาน วันที่ 17 เมษายน 2551 ตอนเช้ากินข้าวที่วัด แม่ชีได้ให้เงินมา 130 บาท และขนมอีกเยอะมาก หลวงตาให้มา 100 บาท อาหารมื้อเช้าหลวงตายังไม่ฉัน หลวงตาแบ่งมาให้กินก่อนพร้อมยังไปเก็บยอดสะเดามาลวกน้ำร้อนให้กินกับน้ำปลาหวานอีกด้วย หลวงพ่อเจ้าอาวาสให้เงิน 100 บาท จากนั้นจึงเดินทางต่อเข้า อ.ประทิว จ.ชุมพร กินข้าวและพักผ่อนบ่ายโมงจึงเดินทางต่อ ถึง อ.ท่าแซะ ได้ขอพักที่สำนักสงฆ์เนินสันติ วันที่ 18 เมษายน 2551 เดินทางออกจากวัดกินข้าวแล้วเดินทางถึง จ.ชุมพร ตอน 3 โมงเช้า กราบสักการะศาลแล้วจึงเดินทางต่อ ซื้อข้าวกล่องแวะกินข้าวเที่ยงข้างทาง มีลุงนำกล้วยมาให้ ฝนได้ตกลงมาสักพัก พอบ่ายก้อหยุดจึงเดินทางต่อ ใกล้จะถึง อ.สวี ฝนก้อตกลงมาหนัก 2 ชั่วโมงครึ่งก้อซา จึงเดินทางต่อ พอไปได้อีกสักพักก้อตกลงมาหนักอีก พอฝนซาก้อเดินทางต่อ และรีบหาซื้อข้าวไว้กินแถวตลาดนัดและได้หาที่พักที่วัดดอนสะท้อน วันที่ 19 เมษายน 2551 กินข้าวเช้าที่วัด และได้ตุนข้าวมาด้วย ลาเจ้าอาวาสท่านได้รดน้ำมนต์พรตอนแรกกะจะย่นระยะทางด้วยการขึ้นรถประจำทางเข้า อ.สวี เพราะฝนตกอีก รอจนเที่ยงไม่มีรถรับเพราะรถเต็มทุกคัน ขณะที่รอรถมีพี่วินมอไซค์ซื้อน้ำให้ดื่ม และมีลุงซื้อน้ำส้มปั่นมาให้อีก จากนั้นฝนหยุดตกจึงตัดสินใจปั่นต่อไปได้ไม่ไกลฝนก้อตกลงมาอีกจึงแวะข้างบ้านและมีป้าเจ้าของบ้านได้นำข้าวต้มมัดมาให้ 4-5 มัด จากนั้นจึงแวะกินข้าวที่ศาลาข้างทางบ่ายจึงเดินทางต่อถึง อ.หลังสวน เกือบเย็นจึงขอพักที่วัดสุวรรณราม วันที่ 20 เมษายน 2551 กินข้าวเช้าที่วัด และหลวงพ่อให้ห่อข้าวที่ท่านบินทบาตรมา ซึ่งปกติจะมีชาวบ้านนำข้าวมาถวายให้ตอนสายๆ แต่หลวงพ่อกลัวหิวข้าวเพราะข้างหน้าไม่มีร้านค้า หลวงพ่อจึงออกไปบินทบาตรข้าวชาวบ้านมาให้กินก่อน และมีหลวงน้า หลวงพี่ ได้มอบเงินมาให้องค์ละ 100 บาท รวมเป็น 300 บาท หลวงพ่อแนะนำให้เดินทางไปทางลัดเป็นทางเรียบทางรถไฟ ผ่านเข้า อ.ละแม ออกจากวัดมาได้สักพักได้มีลุงผ่านมาและให้เงิน 100 บาท แวะกินข้าวที่ อ.ท่าชนะ จากนั้นบ่ายโมงเดินทางต่อเข้า อ.ไชยา ถึง อ.ท่าฉางก็เย็นพอดีจึงหาข้าวเย็นและขอพักที่วัดสันติธรรมมาราม มีพี่ชายนำขนมและกล้วยเล็บมือนางมาให้กิน วันที่ 21 เมษายน 2551 กราบลาหลวงตาเจ้าอาวาส หลวงตาให้ส้มและเงิน 40 บาท พร้อมกับพระรูปเหมือนหลวงตาเองคนละ 1 องค์ หลวงตามีอายุได้ 91 ปี แต่ยังแข็งแรง แวะซื้อเข้าเช้าแล้วป้าเจ้าของร้านได้ให้น้ำดื่ม 3 ขวด เดินทางถึง จ.สุราษ 4 โมงครึ่ง จึงได้เข้าไปกราบสักการะศาลหลักเมือง เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางไปนครศรีธรรมราชต่อ แวะซื้อข้าวเที่ยงและป้าได้ให้มะม่วงมา 2 ลูก จึงแวะกินข้าวข้างทาง จากนั้นเดินทางต่อและแวะพักที่วัดเขาพระอิน ต.ปากแพรก อ.ดอนสัก วันที่ 22 เมษายน 2551 เริ่มออกเดินทาง 7 โมงเช้าเจ้าอาวาสได้มอบเงินให้ 100 บาท เดินทางตั้งแต่เช้าเข้าผ่านเขต อ.ขนอม อ.ท่าศาลา แวะกินข้าวเที่ยงที่ อ.ท่าศาลา ป้าเจ้าของร้านใจดีเลี้ยงจนอิ่มกินไปคนละ 2 จาน และป้ายังใจดีผัดข้าวใส่กล่องให้ไว้กินตอนเย็นอีก พร้อมน้ำ 2 ขวด และมีพี่ผู้ชายให้เงินมา 80 บาท จากนั้นเดินทางต่อจนถึงนครและเข้าไปกราบสักการะศาลหลักเมืองซึ่งวันนั้นกำลังมีการทำพิธีบวงสรวงจตุรคามรามเทพพอดีคนเยอะมากเพราะกำลังนิยมกัน จากนั้นจึงไปกราบไหว้พระธาตุจากนั้นจึงเดินทางต่อไปได้อีก 5 กิโล จึงแวะพักที่วัดพังสิงห์เจ้าอาวาสได้มอบขนมมาให้ 1 ถุงใหญ่ วันที่ 23 เมษายน 2551 ออกจากวัดแล้วเดินทางต่อไปพัทลุง ไปทาง อ.ร่อนพิบูล พอไปถึง อ.ร่อนพิบูลฝนตกลงมาจึงหยุดพักช่วงนี้ฝนจะตกบ่อย จึงต้องหยุดเดินทางเป็นช่วงๆ พอเดินทางถึง อ.จุฬาภร ฝนตกหนักอีก จึงแวะหาวัดพักแถวนี้วัดหายากมาก แต่ก็เจอจนได้ ชื่อวัดวังฆ้อง และมีเด็กวัดและชาวบ้านมาคุยด้วยพร้อมเอาวุ้นมะพร้าวมาให้กิน วันที่ 24 เมษายน 2551 กินข้าวเช้าที่วัดและมีพี่ผู้หญิงให้เงินมา 100 บาท เดินทางออกมาจากวัดได้ไม่ไกลฝนก็ตกลงมาอีกจึงหลบฝนที่ศาลาพอฝนหยุดตกจะเดินทางต่อรถจักรยานก็ยางปูดออกมาเพราะว่ายางนอกแตกฉีกเป็นแผลยาว เพราะเดินทางมาเป็นพันกิโลเมตรและล้อยางก็มีขนาดเล็กไม่เหมือนล้อรถเข็นที่มีขนาดใหญ่กว่าจึงไม่ค่อยรั่วหรือเป็นอะไรเท่าไรและโดนแก้วแตกตามข้างถนนและหินแหลมต่างๆ จึงตัดสินใจจะขึ้นรถโดยสารเข้าไปเมืองพัทลุงเลย เพราะว่ายางอะไหล่ไม่มีเปลี่ยน รอรถประมาณ 5 โมงเช้าจึงได้เข้าเมือง และได้หาร้านขายยางอะไหล่ โชคดีที่ร้านมียางขนาดที่ต้องการ ยางนอกเส้นละ 40 บาท ยางในเส้นละ 180 บาท และเปลี่ยนยางนอกรถเข็นด้วยรวมเป็นเงิน 800 บาท จากนั้นจึงเดินทางไปหาศาลหลักเมืองเพื่อกราบไหว้แต่ว่าที่พัทลุงไม่มีศาลหลักเมือง มีแต่พระชัยวัฒน์ที่ประดิษฐานที่ศาลากลางจังหวัดจึงได้ไปกราบแทน และช่วงนี้ฝนตกหนักมากกว่าจะได้เดินทางต่อก็เย็นจึงได้แวะซื้อข้าวกินป้าแนะนำให้ไปพักที่วัดไทรย้อยซึ่งไม่ไกลจากร้านข้าวแกงเท่าไหร ฝนตกตลอดทั้งวันพอถึงวัดได้ขออนุญาติเจ้าอาวาสท่านได้ให้นอนพักที่กุฏฏิที่ว่างอยู่และหลวงพี่ยังใจดีได้ให้นมมาดื่ม 3กล่อง และชงโอวัลตินร้อนมาให้ดื่มแก้หนาวเพราะตากฝนมาตลอดทาง วันที่ 25 เมษายน 2551 กินข้าวเช้าที่วัด แล้วแม่ชีได้ห่อข้าวพร้อมขนมไปให้กินด้วย แม่ชีได้มอบเงินให้คนละ 40 บาท เจ้าอาวาสได้มอบให้อีก 200 บาท และหลวงพี่ได้แนะนำให้เดินทางย้อนเข้าตัวจังหวัดพัทลุง ให้เข้าทาง ต.ลำปำ อ.ควนขนุน เพื่อที่จะได้ผ่านชมทะเลสาบน้ำจืด ทะเลน้อยอุทยานนกน้ำจืดที่ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์นกน้ำแห่งแรกของไทย เดินทางผ่าน จ.พัทลุง มีลุงให้น้ำดื่มมา 2 ขวดและเงิน 100 บาท ก่อนขึ้นสะพานข้ามทะเลน้อยได้มีแม่ค้าไก่ทอดได้ให้ไก่ทอดมา 1 ถุง และน้ำดื่ม พี่เขาบอกว่าเป็นไก่ทอดที่ขึ้นชื่อของที่นั่น แต่อร่อยจริงๆ ตอนเที่ยงแวะกินข้าวบนสะพานข้ามทะเลน้อย เป็นสะพานยกระดับ ยาว 6 กิโลเมตร สถานที่นี้กว้างมากและสวยงามมากมีชาวบ้านหาปลากัน นกก็เยอะน่าดู จะมีคนที่เดินทางผ่านมาแวะชมเป็นระยะ ๆ จะเดินทางต่อรถยางรั่วอีก กว่าจะผ่านสะพานได้ยางรถจักรยานรั่วไป 2 ครั้งจากนั้นจึงเดินทางเข้า อ.ระโนด เข้า อ.สทิงพระ เย็นพอดีจึงแวะพักที่วัดชุมพล วันที่ 26 เมษายน 2551 ตอนเช้ามีป้ามาทำบุญได้ให้เงิน 50 บาท และให้ขนมต้มกับน้ำดื่มอีก 1 ขวด จากนั้นได้แวะกินข้าวเช้าที่ร้านข้างทาง อิ่มแล้วจึงเดินทางต่อ มาได้ไม่ไกลมีพี่ผู้ชายได้ให้ชาเย็นมา 2 ถุงออกจากสทิงพระเข้าสิงหนคร มีป้าใจดีซื้อน้ำให้ 4 ขวด นมอีก 4 กล่อง จากนั้นจึงเดินทางต่อเข้าเขต อ.เมืองถึง ต.เกาะยอ ก็เย็นพอดีจึงแวะขอพักที่วัดพระนอนแหลมค้อ ช่วงที่ผ่านเกาะจะผ่านสะพานติณที่ยาว ซึ่งนี้วิวจะสวยมีชาวบ้านเลี้ยงปลาในกระชังในทะเลด้วย วันที่ 27 เมษายน 2551 กินข้าวเช้าที่วัด และเจ้าอาวาสได้ให้นมและผลไม้มากินด้วย จากนั้นจึงเดินทางเข้าสงขลาซึ่งไม่ไกลนัก พอถึงก็กราบไหว้ศาลหลักเมืองเรียบร้อยก้อเดินทางไปทางหาดใหญ่ต่อและแวะหาซื้ออะไหล่รถแต่ว่าไม่มีจึงได้เดินทางต่อ ผ่านทางไป จ.ปัตานีด้วย แต่ไปไม่ได้ จึงต้องผ่านไปทางสตูลต่อ ผ่านเข้าทาง อ.รัตภูมิ ถึงที่ อ.รัตภูมิเย็นพอดีแต่ว่าหาวัดไม่เจอเพราะแถบนี้จะเป็นชุมชนชาวไทยมุสลิม จึงเดินทางต่อหาวัดไปเรื่อยๆ จน 6โมงเย็นจึงเจอวัดชื่อวัดนาสีทองจึงขอพักที่วัดนี้ วันที่ 28 เมษายน 2551 ลาเจ้าอาวาสแล้วเดินทางต่อและหาข้าวเช้ากิน แต่ว่าร้านค้าแถวนี้จะยังไม่มีข้าวขายจนกว่าจะ 3 โมงเช้าถึงจะมีขาย เพราะคนแถวนี้เป็นไทยมุสลิม ตอนเช้าเขาจะนั่งกินกาแฟกันเป็นกลุ่ม ๆ จะไม่มีใครกินข้าวเช้า แต่ว่ายังโชคดีที่เดินทางมาอีกสักพักมีร้านคนไทยพุทธจึงได้กินข้าวเช้า จากนั้นจึงเดินทางต่อเรียบเขตชายแดนไปเรื่อยๆ ไปทาง อ.ควนสะตอ อ.ควนกาหลง อ.ควนโดน ‘ควนหมายถึง เขา ‘ ใกล้จะถึงสตูลมีพี่ผู้ชายมาดักรอและมอบนมเปรี้ยวให้ 6 ขวด จากนั้นจึงเดินทางต่อห่างจากสตูลกิโลกว่าๆ พี่ผู้ชายคนที่ให้นมเปรี้ยวมาดักรออีกและได้ชวนไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านพี่เขาที่ตัวจังหวัด และบอกว่าที่สตูลไม่มีศาลหลักเมือง เพราะคนส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิม แต่พี่เขาได้พาไปไหว้สิ่งสักสิทธ์ที่คนพุทธคนจีนในสตูลนับถือแทนเป็นรูปปั้นม้าขาวใต้ผา จากนั้นพีเขาจึงได้พาไปวัดและซื้ออาหารมาเลี้ยง และฝนก็ได้ตกมาจนเย็นจึงได้ขอพักที่วัด และหลวงพี่เจ้าอาวาสยังได้ให้เด็กไปซื้อข้าวมาเลี้ยงอีกมื้อ วันที่ 29 เมษายน 2551 หลวงพี่ได้ให้เด็กวัดไปซื้อข้าวกล่องมาให้พร้อมข้าวต้มอีก 2 ถุง หลวงพี่ยังได้มอบเงินมาให้อีก 200 บาท พร้อมพระหลวงปู่ทวดอีก 2 เหรียญ ลาหลวงพี่แล้วจึงเดินทางต่อย้อนออกจากสตูลกลับมาทางเดิมประมาณ 10 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปตรัง ผ่านเข้าทาง อ.ท่าแพ อ.ละงู ช่วงนี้ฝนตกเป็นระยะๆ ต้องคอยหลบตลอด จากนั้นเดินทางเข้า อ.ทุ่งหญ้า ช่วงเดินทางวันนี้มีคนให้สิ่งของมาหลายคน มีพี่ชายให้กล้วย 1 หวี กับอินทผลัม มีลุงให้เงิน 50 บาท มีบังกับแฟนให้ลูกชิ้นน้ำส้มพร้อมเงิน 20 บาท ซึ่งพี่ทั้งสองขับรถพ่วงขายของไปเรื่อยๆ มีลุงกับลูกชายให้น้ำ 2 ขวด ไวตามิล 2 ขวด วันนี้แวะพักที่วัดชมพูนิมิต เจ้าอาวาสให้น้ำมา 2 ขวด วันที่ 30 เมษายน 2551 เจ้าอาวาสให้ข้าวแกงที่ท่านบินฑบาตรมาได้แต่ท่านยังไม่ฉันเพราะเราออกเดินทางก่อน ออกเดินทางเข้าตรัง ผ่าน อ.ปะเหรียญ อ.ย่านตาขาว ถึงตรัง บ่าย 3 โมงกว่า แต่ว่าศาลหลักเมืองไม่ได้อยู่ในเมือง สอบถามลุงคนแถวนั้นบอกว่าต้องออกไปนอกเมือง 10 กว่ากิโลเมตร ซึ่งอยู่ในเขต อ.กันตัง อยู่ที่หมู่บ้านควนธานี พอดีว่ามีฝนตกลงมาอีกจึงแวะพักที่วัดวิเศษมูลนิธิ และพอดีว่าที่ตรังมีงานกาชาดประจำปีพอดี พอกลางคืนฝนไม่ตกจึงออกไปเที่ยวดูงานสักพักจึงกลับมานอนพักผ่อน วันที่ 1 พฤษภาคม 2551เดินทางออกจากวัดแวะกินข้าวเช้า ป้าเจ้าของร้านไม่เอาเงินแถมยังมอบมาให้อีก 100 บาท เดินทางออกจากตรังไปกราบศาลหลักเมืองซึ่งห่างไป 10 กิโลเมตรและผ่านป่ายาง หลักจากนั้นได้เดินทางย้อนกลับเข้ามาตรังและแวะหาซื้อของ และมีพ่อค้าและพี่ชายแถวนั้นให้เงินมาคนละ 100 บาท จากนั้นจึงออกจากตรังมุ่งหน้าไปกระบี่ ไปทาง อ.สีเกา ถึงสิเกามีลุงให้เงินมา 40 บาท จากนั้นเดินทางเข้าเขต อ.คลองท่อมก็เย็นจึงแวะพักที่วัดทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ มีหลวงพี่เอากับข้าวมาให้หลายถุง วันที่ 2 พฤษภาคมกินข้าวเช้าที่วัดแล้วจึงลา มีป้าให้เงินมา 100 บาท จึงเดินทางเข้า อ.คลองท่อม และมีป้าให้เงินมาซื้อน้ำอีก 20 บาท ตอนกินข้าวเที่ยงพี่ร้านข้าวให้มา 40 บาท พอบ่ายก็มีพี่ชายให้เงินมา 170 บาท เดินทางไปถึงกระบีเย็นพอดี พอไหว้ศาลหลักเมืองเรียบร้อยจึงย้อนออกมาทางเดิมเพื่อหาวัดพัก ได้มีลุงให้เงินมา 100 บาท จากนั้นยังได้ไปดักรอข้างหน้าได้ให้ขนมปังและแบรน นมเปรี้ยว ที่ซื้อมาอีก จึงนั้นได้ผ่านร้านขายอะไหล่จักรยานจึงได้แวะหาซื้ออะไหล่ พอดีเจ้าของร้านเป็นนักปั่นจักรยานจึงได้พูดคุยกัน และคืนนี้พี่เขาขอพาไปเลี้ยงอาหารค่ำ พี่เขาชื่อหรั่งจากนั้นจึงได้นัดกันเรียบร้อยจึงออกไปหาวัดนอนพักที่วัดโพคาจุฑามาศ ประมาณ 1 ทุ่ม พี่หรั่งและแฟนจึงมารับไปกินอาหารพร้อมกับกลุ่มเพื่อนๆพี่นักปั่นเสือกระบี่ ที่นัดกันมาเจอเพื่อคุยเรื่องการเดินทาง เมื่ออิ่มกันแล้วพี่ๆได้ร่วมกันมอบเงินให้มาเป็นค่าใช้จ่าย 800 บาท จากนั้นจึงกลับไปพักผ่อน วันที่ 3 พฤษภาคม 2551 7 โมงเช้า พี่อ๊อด 1 ในกลุ่มเพื่อนพี่หรั่งได้ปั่นจักรยานมาหาที่วัดและพาไปเลี้ยงข้าวเช้า จากนั้นพี่หรั่งและแฟนพร้อมเพื่อนๆได้ตามมาส่ง และมีเพื่อนพี่หรั่งได้ฝากเงินมาให้อีก 500 บาท จากนั้นจึงได้ลาเดินทางต่อไปพังงา ผ่านเข้าไปทางอ่าวลึก และได้เข้าทางลัด เส้น พังงา-ภูเก็ตก่อนถึงอ่าวลึกมีลุงให้เงินมา 100 บาท จากนั้นจึงเดินทางเข้า อ.ทับปุด ช่วงนี้มีฝนตกอีกหลายครั้ง ก่อนถึงพังงา มีพี่ชายพร้อมแฟนซื้อน้ำมาให้ 2 ขวด และให้เงินมา 1000 บาท ไปได้สักพักมีพี่ชายมาดักรอ และให้ส้มพร้อมเงินมาอีก 1000 บาท จากนั้นจึงเข้าพังงา ก็มีอาจารย์สมนึกซึ่งเป็นนักปั่นจักรยานที่กลุ่มพี่หรั่งรู้จักและโทรมาแจ้งไว้ให้ช่วยดูแลได้มารอรับ และพาไปไหว้ศาลหลักเมืองจากนั้นพักที่เกสเฮ้าที่อาจารย์จองไว้ให้ ตอนค่ำอาจารย์สมนึกได้พาไปร้านอาหารของลูกสาวและเลี้ยงอาหารค่ำหนึ่งมื้อจนอิ่ม วันที่ 4 พฤษภาคม 2551 เช้านี้อาจารย์สมนึกได้เลี้ยงข้าวมันไก่แสนอร่อยอีก 1 มื้อ จากนั้นอาจารย์ได้ปั่นจักรยานออกมาส่ง และได้พาแวะไปเที่ยวชมอ่าวพังงาด้วยจากนั้นจึงแยกกับอาจารย์เดินทางต่อไปภูเก็ต ผ่าน อ.ตะกั่วทุ่ง ก่อนถึงภูเก็ต 4 กิเมตร มีเพื่อนที่เคยเรียนวาดภาพที่ศูนย์บางไทร และมาทำงานวาดภาพที่หาดป่าตอง ได้ปั่นจักรยานออกมารอรับ จากนั้นจึงได้เดินทางเข้าภูเก็ต และได้แวะไหว้ศาลหลักเมืองและท้าวเทพกษัตรีและท้าวสีสุนทร จากนั้นจึงไปพักที่ห้องเพื่อนที่เช่าอยู่ในภูเก็ต วันที่ 5 พฤษภาคม 2551 เช้านี้นั่งรถออกมาเที่ยวหาดป่าตองและแวะเยี่ยมเพื่อนๆที่ทำงานวาดภาพกันอยู่ที่หาดป่าตองซึ่งมีจำนวนหลายคน ช่วงนี้ฝนตกบ่อยทะเลป่าตองจึงเงียบๆไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเท่าไหร่ วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 วันนี้จะไป จ.ระนองต่อ ซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้ายในการเดินทางครั้งนี้ แต่ด้วยว่าฝนตกหนักตลอดและการเดินทางต้องผ่านเขาหลักซึ่งสูงชันและอันตราย จึงเปลี่ยนมาเดินทางด้วยรถโดยสารแทนและเพื่อนก็ได้ช่วยออกค่าเดินทางให้ เมื่อถึง จ.ระนองจึงไปกราบศาลหลักเมืองเพื่อขอพรให้ในหลวง ให้ราชินี รวมทั้งพระบรมศานุวงค์ทุกพระองค์ ให้ประเทศไทย ให้พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ คนที่รู้จัก คนที่ไม่รู้จัก เจ้ากรรมนายเวร และคนที่ช่วยเหลือ อุปถัมณ์ตลอดการเดินทางในครั้งนี้ทุกคน ให้มีความสุข ความเจริญ และความโชคดีตลอดไป จังหวัดระนองถือว่าเป็นจังหวัดสุดท้าย ที่ได้เดินทางมาถึงตามเป้าหมายที่วางไว้ จากนั้นจึงได้นั่งรถกลับกรุงเทพ เงินที่มี รวมทั้งที่ได้รับบริจาคจากบุคคลที่มอบให้ระหว่างทางนั้น เมื่อกลับถึงศูนย์ศิลปาชีพ มีเหลือเพียง 3000 กว่าบาท จึงได้นำไปล้างอัดรูปและแบ่งให้โต้งเป็นค่ารถกลับบ้าน ก้อเหลือติดตัวแค่ 1000 บาท การเดินทางครั้งนี้แม้จะเหนื่อย ลำบาก มีอุปสรรคหลายอย่าง ทั้ง แดดร้อนจัด ทั้งฝนตกหนัก ทั้งเจ็บแขน หรืออุปสรรคอะไรก้อตามที่เจอ แต่ก้อไม่เคยมีความคิดที่จะท้อและเลิกล้มการเดินทาง มีแต่ความสุขใจที่ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม ได้เจอน้ำใจอันมากล้นของคนไทย หลังจากโครงการนี้สิ้นสุด สิ่งที่อยากจะทำต่อไปในอนาคตคือ ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสอยากจะไปกระโดดขึ้นบันไดดอยสุเทพเพื่อในหลวงสักครั้งหนึ่ง และจะพยายามหาเงินวาดภาพในหลวงให้ครบ 120 ภาพ เพื่อจัดแสดงและประมูลภาพเพื่อถวายในหลวง เป็นโครงการต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น